เรื่องเล่าจากทางบ้าน

ความสำเร็จที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นทำในสิ่งที่เราอยากทำ จุดกำเนิด 7 Days Cookies

By  | 

ถ้าเราจะหยิบขนมขึ้นมาทานสักอย่าง หนึ่งในนั้นคงไม่พ้นขนมชิ้นกลมๆที่เรียกว่าคุกกี้ แล้วจะมีคุกกี้สักอันมั้ย ที่เราจะทานได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่ามันจะทำร้ายสุขภาพหรือชวนอ้วน แต่ท้ายที่สุดเราก็ยังหวังความอร่อย ไม่คลีนมากๆจนไม่ได้รสชาติของความเป็นขนม

3 ปีที่แล้วผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งพยายามปลุกปั้นคุกกี้ที่ตัวเองอยากทานขึ้นมา โดยเธอมีแนวคิดสั้นๆว่า ต้องเฮลท์ตี้ดีต่อสุขภาพ แต่มันก็ยังต้องอร่อย เพราะสำหรับ ออมสิน – สุภัทรา ศรีชัย เชื่อว่า ‘ขนมเท่ากับความสุข’

แต่กว่าจะมี 7 Days Cookies ในวันนี้ใครว่าง่ายๆ ผู้หญิงทำขนมอาจฟังดูเป็นเรื่องสวยๆ ซึ่งแท้จริงแล้วที่ว่าดูสวยๆกลับแลกมาด้วยความลำบากเกินกว่าที่เราจะคาดถึง ความสำเร็จในวันนี้แลกมาด้วยการสูญเสียหลายสิ่ง โดยเธอเรียกระหว่างทางเหล่านั้นว่าบทเรียน

เริ่มต้นล้มก้าวแรกในเส้นทางธุรกิจ

ออมเคยเปิดร้านกาแฟแล้วเจ๊งค่ะ หมดเงินไปครึ่งล้าน ยอมรับว่าเราก็เปิดตามเทรนด์ ส่วนตัวออมก็อยากค้นหาตัวเอง คือรู้แค่ว่าเราฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ไม่แน่ใจว่าจะชอบอะไร ออมเชื่อว่าปัญหานี้หลายคนก็เป็น ซึ่งถ้าไม่ลองลงมือทำ ออมก็ไม่มีทางรู้เลยว่าจะชอบมันรึเปล่า

ในความล้มเหลว คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่

ในระหว่างที่ออมทำร้านกาแฟ ก็ไปเรียนทำขนมด้วย ออมคิดแค่ทำเพื่อจะมาขายในร้านของตัวเอง แล้วตอนนั้นออมก็ชอบทำอาหารเฮลท์ตี้ทานเองเป็นประจำอยู่แล้ว เลยคิดว่าการทำขนมก็คงไม่ต่างกับอาหารมั้ง แต่พอไปเรียนปุ๊บก็รู้เลยว่าไม่ใช่ มันคนละศาสตร์กันเลย ซึ่งคลาสแรกๆออมรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ออม ปากบ่นไม่ชอบ แต่ขาก็ก้าวไปเรียนไม่ขาดนะ หมกหมุ่นแบบไม่รู้ตัว เรียนหมดทุกอย่าง เค้ก คุกกี้ บราวนี่ เบเกอรี่ทุกอย่างเอาหมด เรียนเสร็จกลับมาก็ทำอีก ลองผิดลองถูกทั้งในคลาสและห้องครัวตัวเอง จนคนที่บ้านเริ่มแซวๆว่า สงสัยจะชอบด้านนี้จริงๆแล้วละมั้ง

ล้มซ้ำสอง เพื่อแลกบทเรียนมาอีกฉบับ

พอร้านกาแฟเจ๊งออมก็ไม่ยอมแพ้เปิดร้านเบเกอรี่ใหม่ทันที โดยครั้งนี้ออมลงทุนมากขึ้นด้วยค่ะ ตัวสินค้ามีแค่เค้กกับบราวนี่โดยมีหน้าร้านที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ไปยืนขายเอง แจกให้ชิมเอง สนุกมากนะแต่ก็เหนื่อยมากเหมือนกัน แค่สามเดือนกว่าเท่านั้นแหละค่ะ ก็เจ๊งอีก รอบนี้หมดไปหลายแสน ตอนนั้นเราใช้วัตถุดิบดีมาก เชื่อแต่ว่าทุกอย่างจะต้องดีที่สุด จนลืมคิดถึงต้นทุน กำไร สถานที่ขาย และราคาที่เข้าถึงได้ สุดท้ายเริ่มเข้าเนื้อ และขาดทุนเรื่อยๆ ออมเลยจำเป็นต้องถอยอีกครั้ง

ถอยออกมาเพื่อมองภาพที่กว้างขึ้น

หลังจากเลิกทำร้านเบเกอรี่ ออมก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดี อยากจะลุกขึ้นเดินใหม่ แต่จะเดินไปทางไหนนี่แหละยาก คิดไปคิดมาก็ได้ไอเดียที่ว่า เราเองเป็นคนชอบออกกำลังกาย รักสุขภาพ มีโอกาสได้กินคุกกี้สายคลีนมาก็หลายเจ้า แต่ยังไม่มีเจ้าไหนที่อร่อยเท่าคุกกี้ที่เป็นขนมทั่วไป การกินขนมมันต้องเพลิดเพลิน มีหวานบ้าง ได้รสเนย นม ไข่ให้ฟินๆบ้าง แต่ต้องไม่ทำร้ายสุขภาพจนเกินไป พยายามปรับหาสูตรตรงกลางเพื่อให้มันเฮลท์ตี้ที่สุด ใช้เวลาเป็นปีเลย

ยอมหน้าพัง เพราะฝันมันสำคัญ

จริงๆออมเป็นคนที่รักสวยรักงามมาก คนรอบข้างออมจะรู้ดีว่าเราเซนซิทีฟกับเรื่องนี้ขนาดไหน พอต้องมาคลุกคลีอยู่แต่หน้าเตาทั้งอบขนม ตีแป้ง ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด เราก็เริ่มเห็นละว่าสภาพตัวเองตอนนั้นมันแย่มาก ทั้งสิว ผื่น ริ้วรอยอะไรมาหมด ไม่กล้าออกไปเจอเพื่อนหรือเข้าสังคมเลย เพราะเรารู้ว่ามันแย่จริงๆ เสียความมั่นใจมาก จนหนักที่สุดคือ คนแถวบ้านทักว่าไปทำนามาเหรอ จริงๆเขาก็คงแค่แซวเล่นแหละแต่เราเสียเซลฟ์มาก เสียใจจนแอบนั่งร้องไห้คนเดียวและเริ่มถามตัวเองว่ามันคุ้มเหรอ ระหว่างสิ่งที่คุกกี้ให้เรามากับเรื่องของความสวยที่เราต้องเสียไป

เสียอะไรบางอย่าง เพื่อได้ทำอะไรบางอย่าง

สุดท้ายออมได้คำตอบว่า ถ้ามัวแต่ติดสวยก็คงไม่ถึงฝันแน่ๆ ออมล้มไปแล้วถึงสองครั้ง ออมไม่อยากจะล้มอีก ออมไม่อยากยอมแพ้ บางทีคนเราก็ต้องยอมเสียอะไรบางอย่าง เพื่อแลกสิ่งที่อยากได้บางอย่างเช่นกัน ออมอยากทำให้คนรอบข้างเห็นว่า เราก็ทำได้เหมือนกัน

ตอนนั้นฝีมือคุกกี้เราก็ไม่ได้ดีหรอก แต่ว่าก็มีผู้ใหญ่ท่านนึงเอ็นดูเรา มาสั่งคุกกี้ช่วงปีใหม่เพื่อที่จะไปแจกลูกค้า ถือว่าเป็นออเดอร์คุกกี้ครั้งแรกของออมเลย ซึ่งปีใหม่นี้เรามีออเดอร์เดียว 6,000 บาท จำได้แม่นเลย เพราะเรายอมทิ้งทริปไปเที่ยวกับที่บ้านเพื่อมาทำขนม ทำคนเดียวเลยค่ะ 3 วัน รวมแล้วประมาณ 300 กว่าชิ้น ตั้งใจทำออเดอร์นี้ให้ดีที่สุด ออมคิดถึงขนาดว่าทุกเทศกาลปีใหม่อยากให้คุกกี้เราเป็นขนมของฝากที่ทุกคนต้องซื้อไปฝากกัน อารมณ์แบบคุกกี้กล่องแดงเลย

คุกกี้สักชิ้นใครว่าทำง่าย

แรกๆคุกกี้เราก็หน้าตาไม่ค่อยสวย กดพิมพ์ไม่สวยเลยนะออกมาเหมือนทอดมันเลย ความกรอบแต่ละชิ้นก็ไม่เท่ากัน อุณหภูมิก็ไม่ได้ที่สักที ลองผิดลองถูกมาเยอะมาก กว่าจะได้เซเว่นเดย์คุกกี้อย่างทุกวันนี้

จากเด็กหลังห้องที่ไม่เอาไหน กลายเป็นเจ้าของธุรกิจที่เดินทางมาครึ่งฝันแล้ว

ตอนเด็กๆออมเรียนไม่เก่ง และก็ไม่สวยอีกด้วย นั่งหลังห้องมาตลอดเรียกได้ว่าแทบไม่มีดีอะไรเลย ในสมองตอนนั้นเราก็ฝันแต่ว่า ต้องสวย รวย เก่ง และต้องเป็นเจ้าของธุรกิจให้ได้ แต่ตอนนี้ออมไม่ได้ฝันแล้ว เพราะออมกำลังทำมันอยู่จริงๆและก็มาได้ครึ่งทางแล้ว ทุกบทเรียน ทุกคำดูถูกทำให้ออมมาถึงตรงนี้ สำหรับตอนนี้ออมตอบได้แล้วว่าสิ่งที่แลกไปมันคุ้มรึเปล่า การที่เราได้เห็นรอยยิ้ม ได้เห็นความสุขเกิดขึ้นหลังจากที่ลูกค้าได้ทานคุกกี้ไปไม่กี่วินาที มันคุ้มค่ามากๆเลยค่ะ กับที่เหนื่อยมาหลายปี

อะไรที่ทำให้ 7 Days Cookies ก้าวมาได้ไกลจนถึงทุกวันนี้

ที่มาไกลขนาดนี้อาจจะเกิดจากความดันทุรังของออมเองก็ได้ ที่ไม่ยอมหยุด ทั้งๆที่คนรอบข้างก็บอกว่า ทำเบเกอรี่มันไม่รุ่งหรอก เดี๋ยวก็เจ๊งเหมือนร้านกาแฟอีก แต่ออมก็ไม่ฟัง เพราะออมอยากทำและคิดว่า 7 days cookies ต้องไปได้ ออมว่าออมรู้แล้วว่าออมชอบอะไร ออมไม่อยากทิ้งสิ่งที่ออมหามาตั้งนานเพราะแค่คนอื่นบอกว่า “มันไม่รอดหรอก”

ความโดดเด่นที่ว่า คือจุดยืนที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้

โดดเด่นที่สุดคือเรื่องความเป็นคุกกี้เฮลท์ตี้ที่อยู่ตรงกลางระหว่างคุกกี้คลีนกับคุกกี้ทั่วไป ความเยอะของปริมาณธัญพืชที่ออมลงใส่ไม่ต่างกับที่มีใน’คุกกี้คลีน’ ลูกค้าทานแล้วจะรู้สึกได้เลยว่าเราไม่งกของ ผสมกับความอร่อยที่มีใน’คุกกี้ทั่วไป’ ในรสชาติหวานน้อยของน้ำตาลไม่ขัดสี ทานง่ายไม่ฝืดคอ ซึ่งจากที่ออมเคยชิมคุกกี้มาก็ยังไม่เคยเจอในรูปแบบนี้เลยนะคะ อย่างนี้เรียกโดดเด่นได้มั้ยคะ ^^

ภาพของ 7Days Cookies ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ออมอยากให้ถ้าคิดถึงคุกกี้เฮลท์ตี้ ต้องคิดถึงเซเว่นเดย์คุกกี้ค่ะ


ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องราวของผู้หญิงสวย เก่ง และฉลาดคนนี้ จะเป็นกำลังใจให้กับคุณๆได้ Startyourway นะครับ สู้ๆ ติดตามนายตัวเองท่านนี้ได้ที่ 7 Days Cookies – คุกกี้ธัญพืช

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *