Article

จดหมายถึง Startyourway ทำไมฉันถึงลาออกจากการเป็นครู

By  | 

ทันทีที่ผมได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับระบบการศึกษา ซึ่งผมชี้ให้เห็นว่ามันมีปัญหาเยอะมากๆ ทำให้หลายท่านเห็นด้วย หลายท่านก็เอาประสบการณ์ของตัวเองมาแชร์ให้ฟัง จนกระทั่งผมเจอพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยทำงานเป็นครูในระบบ เธอส่งจดหมายมาให้ผม ว่า “ทำไมฉันถึงลาออกจากการเป็นครู” ซึ่งผมคิดว่าเราทุกคนควรจะได้อ่านเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันครับ

สวัสดีค่ะคุณวิชญ์ Startyourway แฮ่ๆ ทั้งหมดที่เล่าไม่ได้จากความอคติใดๆนะคะ แต่เพราะนิสัยชอบความเท่าเทียมกันในสังคม ไม่ชอบเห็นใครถูกรังแกเอาเปรียบนี่เเหละ เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวของพี่

เรื่องราวเมื่อสมัยเรียนจบสายครูใหม่ๆ

อาชีพแรกคือทำงานเป็นรีเซฟชั่น 6 เดือนค่ะ แต่ด้วยอยากเรียนต่อปริญญาโท พี่เลยลาออก ซึ่งในระหว่างนั้นเห็นโรงเรียนแห่งหนึ่งติดป้ายรับสมัครครูพอดี พี่ก็เลยไปสมัครเพื่อที่จะหารายได้และประสบการณ์คะ

น่าตลกมากเลยคะ ทั้งที่ชีวิตพี่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นแม่พิมพ์ของชาติได้เลย แต่อย่างน้อยก็น่าจะลองดูซักครั้ง

ไม่มีอะไรเสียหาย…!!!

สถานที่ที่พี่ไปสมัครเป็นโรงเรียนเอกชนระดับประถมชื่อดังแห่งหนึ่ง โรงเรียนนี้เป็นธุรกิจในครอบครัว พ่อแม่และลูกๆหลายคนเป็นผู้บริหารโรงเรียนทั้งหมด

ตอนเข้าไปสมัครไปพี่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เนื่องจากคุณสมบัติต่างๆพี่ผ่านหมดเลยคะ พี่จึงได้เริ่มงานในฐานะแม่พิมพ์ของชาติ อาชีพที่พี่รู้สึกเลยว่ามันยิ่งใหญ่ มันเป็นอาชีพที่สร้างอนาคตให้กับเยาวชน แค่คิดก็นอนไม่หลับแล้ว

อุดมคติ VS ความเป็นจริง

พอถึงวันเปิดเทอมพร้อมไฟที่โชติช่วงมาก พี่อยากถ่ายทอดสอนเด็ก ซึ่งพี่ได้รับหน้าที่สอนวิชา กพอ. ระดับ ป. 2-6 ตามหลักแล้วก่อนที่จะเริ่มต้นการสอนก็ต้องเขียนแผนการสอน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คุณครูทุกคนต้องทำในช่วงวันหยุด

ในความคิดของพี่ หลักการสอนของพี่จะยึดหลัก “Child Center” ตามที่เราร่ำเรียนมาในมหาวิทยาลัย ซึ่งพี่เคยทดสอบการสอนหน้าชั้นเรียนบ่อยๆในสมัยเรียน และพี่ก็เคยเป็นนักศึกษาฝึกสอนในโรงเรียนระดับมัธยมมาก่อน พี่จึงอยากยึดแนวคิด “สอนเพื่อตัวนักเรียนเอง” และตั้งความฝันที่จะเป็นครูที่กล้าให้เด็กรุ่นใหม่มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง

สิ่งแรกที่เข้าไปสัมผัส คือ การเมืองในออฟฟิต ใช่คะ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นในสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแกนสำคัญของประเทศชาติ พี่เจอทั้งคำดูถูก ดูแคลน ออกแนวเหยียดๆจากคุณครูแผนกอื่น และพี่พึ่งรู้ว่าคุณครูแต่ละแผนกจะแบ่งเป็นพรรคเป็นพวก ไม่ถูกกัน มันน่าประหลาดสิ้นดี

ความคิดของผู้นำ ที่ไม่นำอะไรเลย

ท่านผู้อำนวยการขอร้องให้พี่่ช่วยสอนให้เด็กถักผ้าพันคอ ตอนนั้นพี่ก็แย้งไปคะ เด็กสมัยนี้ไม่มีใครอยากเรียนวิชาถักผ้าพันคอหรอก แถมประเทศไทยก็เป็นเมืองร้อน มันคงไม่เหมาะที่จะสอนวิชานี้แน่ๆ เพราะตอนสมัยเป็นนักเรียน อาจารย์ก็เคยสั่งการบ้านให้พี่ไปถักผ้าพันคอ นักเรียนหญิงเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ชอบ นักเรียนชายยิ่งไม่ชอบเลย คนที่ไม่ชอบก็ต้องให้พ่อแม่ช่วยทำให้ทั้งนั้น ไปลำบากผู้ปกครองอีก ซึ่งท่าน ผอ ก็รับฟัง

พี่เลยออกแบบหลักสูตรใหม่ ตัวอย่างเช่น ให้นักเรียนสร้างงานประดิษฐ์ด้วยกระดาษ พี่จะสอนวิธีพับให้ แต่จะเป็นตัวอะไรนั้น เด็กๆต้องเอากระดาษต่างๆที่พับแล้วมาประกอบเอง เด็กๆทุกคนสนุกมากเพราะแต่ละคนใส่ไอเดียลงในผลงานเต็มที่จริงๆ

ที่เด็ดมากคือ บางครั้ง ตอนพี่อยู่เวรตอนเย็น พี่จะเห็นเด็กๆเอากระดาษมานั่งต่อตอนรอพ่อแม่มารับ พ่อแม่เด็กบางคนมาร่วมช่วยลูกตัวเองต่อกระดาษก็มี

พี่มีความสุขมากคะ

ความสุขคือของชั่วคราว

ด้วยความที่พี่ทำงานเต็มที่ ลงเต็มแรง สร้างผลงานให้โรงเรียนไว้มาก แต่จุดเปลี่ยนก็มาถึงคะ ลูกสาวผู้อำนวยการชอบเอาการบ้านของลูกชายที่เรียนในโรงเรียนเอกชนชื่อดังมากแห่งหนึ่งมายัดเยียดให้ครูสั่งการบ้านแนวนี้ แถมยังชอบสั่งให้คุณครูทั้งหลายทำวิจัยประเมินในวันเสาร์ – อาทิตย์ ห้ามคัดค้าน ห้ามมีข้ออ้าง เป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ

จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กคนหนึ่งถูกรังแก พี่เลยสั่งลงโทษให้คนรังแกไปยืนหน้าชั้นเรียนเพื่อเป็นการลงโทษ ปรากฏว่าคุณครูทุกคนตกใจมาก เพราะเด็กคนนี้มีพ่อแม่ที่ไม่ธรรมดา ที่เด็กทำนิสัยไม่ดีได้เพราะพ่อแม่ปกป้องลูกจนเกินเหตุ และใครก็ตามที่ลงโทษลูกของพวกเขาจะเจอปัญหาอย่างแน่นอน ปรากฏว่าปัญหาก็ตามมาจริงๆคะ

วันรุ่งขึ้นครูใหญ่เรียกพี่ไปพบพร้อมยื่นจดหมายร้องเรียนมาให้พี่อ่าน ซึ่งบิดเบือนจากความจริงไปมาก พี่จึงอธิบายความจริงให้ฟังทั้งหมด แต่คำตอบที่ได้ก็ต้องตะลึง เพราะพ่อแม่เด็กคนนี้จ่ายเงิน “พิเศษ” ให้กับทางโรงเรียนก้อนโตทุกปี ทำให้ครูใหญ่ไม่เคยอบรมสั่งสอนเด็กคนนี้เลย

“ถ้าคนถูกรังแกเป็นลูกครูใหญ่ จะทำอย่างไรคะ” ครูใหญ่เงียบเป็นคำตอบ

ถ้าเงินซื้อความยุติธรรมในระบบการศึกษาได้ ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร…???

สุดท้าย พ่อแม่เด็กที่ก่อเรื่องก็ย้ายลูกของเขาออกจากโรงเรียน คุณครูทุกคนดีใจมากเพราะต่อไปนี้ชีวิตจะได้สงบสุขซักที ส่วนเด็กที่ถูกรังแกก็มาสนิทกับพี่มากยิ่งขึ้น ที่แท้แล้วเขาต้องการใครซักคนที่จะช่วยเขานั่นเอง

ตลอดเวลาเป็นครู พี่ไม่เคยแบ่งแยกคำว่าครู นักเรียน พี่จะไม่เรียกชื่อจริงเด็กเลย จะเรียกชื่อเล่นเสมอ ให้ความเป็นกันเองกับเด็ก อย่างที่พี่บอก พี่เอาประสบการณ์สมัยตัวเองเป็นนักเรียนมาปรับใช้ ครูประถมกับมัธยมส่วนใหญ่จะมีช่องว่างระหว่างเด็ก พี่อยากทำลายช่องว่างตรงนั้น

พอไม่มีช่องว่างระหว่างเด็กกับครู เด็กก็เปิดใจมากยิ่งขึ้น เด็กชายคนหนึ่งซึ่งมีพฤติกรรมเกเร เขามาเล่าเรื่องครอบครัวของเขาให้พี่ฟัง พี่อยากจะช่วยเขาแต่เวลาที่มีมันไม่มากพอ

ลาออก…!!!

ถึงแม้พี่จะมีปัญหากับครูใหญ่เพราะความคิดเห็นไม่ตรงกันมาตลอดเกี่ยวกับการเรียนการสอน แต่ก็ยังพออดทนได้เพราะพี่รักเด็กๆ แต่แฟนพี่เขาสงสารพี่มาก เพราะทุกๆครั้งที่พี่เครียดและมีปัญหา เขาจะเป็นคนที่รับฟังพี่เสมอ

จนกระทั่งวันหนึ่งครูใหญ่สั่งให้คุณครูทุกๆคนต้องประชุมหลังเลิกงาน เนื่องจากพี่มีธุระสำคัญมาก พี่จึงอ้อนวอนครูใหญ่เข้าประชุมสาย 30 นาทีเพื่อไปทำธุระสำคัญ แต่คำตอบที่สั่งกลับมาคือไม่ให้ไป

พี่ตัดสินใจลาออกทันที

เพื่อนๆคุณครูทุกคนที่รู้จักพี่ล้วนโทรศัพท์มาให้กำลังใจ แต่พี่ก็ตอบกลับไปว่าไม่เป็นไร เพราะพี่ถึงแม้จะหมดไฟจากการเป็นครูเพราะสู้กับระบบการทำงานไม่ไหว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพี่สิ้นไร้หนทาง พี่ขอแค่กลับไปทำงานโรงแรมที่รักเหมือนเดิมเท่านั้นก็พอ

จากประสบการณ์ที่ได้ทำหน้าที่ครู พี่ขอสรุปเป็น 4 ข้อสั้นๆว่า

  1. การศึกษาไม่ได้เน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางเลย แต่เน้นความต้องการของผู้ใหญ่เป็นหลัก บังคับให้ครูทุกๆคนสอนเหมือนๆกัน คิดเหมือนๆกัน ให้เด็กทำตามเหมือนๆกันโดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวของตัวเอง
  2. ความลำเอียงเพราะเหลื่อมล้ำในสังคม โรงเรียนนี้แสดงออกอย่างชัดเจนและพี่เชื่อว่าหลายๆโรงเรียนก็คงจะเจอเหมือนกัน พ่อแม่เด็กจ่ายเงินพิเศษเยอะ ทุกคนก็จะถูกสั่งให้ปิดหูปิดตาเวลาเด็กคนนี้ทำผิด พ่อแม่รังแกฉันชัดๆ ไม่ต้องแปลกใจที่เด็กสมัยนี้จะบูชาเงินเป็นพระเจ้า ขอแค่มีเงินก็สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิด อย่างเวลามีงานแสดง พ่อแม่คนไหนซื้อโต๊ะเยอะก็จะได้สิทธิพิเศษ ให้ลูกของพวกเขาได้โดดเด่นสุดๆเวลาทำกิจกรรม เด็กบางคนตั้งใจฝึกซ้อมจนรำได้สวยมากๆ แต่ก็ต้องอยู่หลังสุดเพราะพ่อแม่ไม่ได้ซื้อโต๊ะเยอะ
  3. ระบบการประจบผู้ปกครอง วันปีใหม่ผู้ปกครองก็จะจัดเต็มของขวัญให้คุณครูทั้งหลาย แล้วเวลาสอนเด็กๆพวกนี้จะได้รับสิทธิพิเศษเสมอ ได้รับความสนิทสนมกับคุณครูไปโดยปริยาย แล้วเด็กที่ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำกิจกรรมหละ เด็กพวกนั้นก็ต้องอยู่ในมุมมืดต่อไป
  4. ข้อนี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายสุดๆสำหรับพี่ คือ พ่อแม่เด็กที่จ่ายเงินเยอะกว่าเด็กคนอื่นๆจะได้เรียนในห้องแอร์พร้อมคอมพิวเตอร์กับครูฝรั่ง ใครไม่จ่ายเพิ่มก็ต้องเรียนในห้องพัดลมเก่าๆ ห้องเรียนโทรมๆ นี่มันเป็นการแบ่งชนชั้นเด็กชัดๆ คือในความคิดของพี่ เด็กทุกคนก็มาจากครอบครัวที่แตกต่างกัน ฐานะก็แตกต่างกัน การที่ให้เด็กบางคนเรียนในห้องเรียนโทรมๆ เด็กจะคิดอย่างไรในเมื่อโรงเรียนไม่ได้มีมาตรฐานเดียวกัน

ปัจจุบันนี้พี่อาศัยอยู่ในต่างประเทศคะ เท่าที่ได้ศึกษา ที่ต่างประเทศจะมีมาตรฐานเดียวกันหมด แม้แต่ระดับสังคมประชาชนยังหักภาษีแบบไม่มีความเหลื่อมล้ำกัน รายได้มากหักมาก รายได้น้อยหักน้อย พอเกษียณได้เงินคืน และจากที่คุยกับเพื่อนๆ การศึกษาระดับเด็กเล็กของที่นี่จะเน้นให้ช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก ตักอาหารเอง ดื่มน้ำเอง ทำเลอะเทอะก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง หัดให้เด็กใส่เสื้อผ้าเอง เน้นกิจกรรม ระบายสี ทำงานประดิษฐ์ วันๆวิ่งเล่นกันในสนามเด็กเล่น

โตขึ้นมาหน่อยก็ไปพิพิธภัณฑ์ ไปตามป่า ตามเขา ปิคนิค ให้เด็กปิ้งมัลเมลโล่กินเอง ให้เด็กเล่นเกมส์ด้านต่างๆ กว่าจะเริ่มเรียนเรื่องการอ่านการเขียนอย่างจริงๆจังๆก็ตอน 7 ขวบคะ มีสอบครั้งแรกตอน ป.6 คะ

และนี่ก็คือประสบการณ์ของพี่ ที่ขอแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์การเป็นครูในระบบเพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับคนอื่นๆนะคะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนอนาคตให้กับเยาวชนนะคะ

สาวนรินาม

จบจ้า

ปล นี่คือคลิปที่ทำให้คนใน Startyourway เปิดประเด็นเรื่องระบบการศึกษาไทยครับ

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *