Article

อยากให้ลูกเป็นข้าราชการ อ่านบทความนี้ก่อน

By  | 
 

พ่อแม่หลายคนมีความฝันอยากจะให้ลูกของตัวเองประกอบอาชีพรับราชการ เพราะมีความเชื่อมั่นว่ามันเป็นงานที่สบาย อนาคตไม่มีวันลำบาก

เกษียณมาก็มีเงินใช้ กู้สินเชื่อง่าย ยามพ่อแม่เจ็บปวดก็สามารถเบิกเงินรักษาได้ สวัสดิการดีเยี่ยม จึงพยายามบังคับแกมขู่เข็ญให้ลูกๆของตนเองทำงานรับราชการ

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ ถ้าลูกๆของคุณมีเป้าหมายและความฝันอยากจะเป็นข้าราชการด้วยเหตุผลของตัวเอง แต่ถ้าลูกของคุณไม่ได้มีความฝันอย่างนั้น แล้วคุณยังพยายามด่าและบังคับขู่เข็ญ อยากให้ลูกทำความตามความต้องการของคุณเอง ลองมาฟังเรื่องนี้ก่อนนะครับ อยากให้ลูกรับราชการเพราะเป็นงานสบายจริงหรือ

ขอขอบคุณเนื้อหาจากแฟนเพจ พยาบาลอยากเล่าด้วยนะครับ

เรื่องเล่าจากโรงพยาบาลอำเภอแห่ง

ช่วงนี้เพื่อนพยาบาลที่รู้จักหลายคนยื่นใบลาออก ส่วนพยาบาลเด็กจบใหม่ที่พึ่งทำงานเพียงปีเดียวก็ยื่นขอลาออกเพื่อไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน และมีแนวโน้มที่คนเก่ากับคนใหม่จะลาออกเรื่อยๆ

อำเภอนี้มีประชากร 87,000 คน เจ็บป่วยต้องมาโรงพยาบาลแห่งนี้ โรงพยาบาลเล็กๆ 30 เตียง แต่ผู้ป่วยนอนตึกใน 40 – 45 คนในวันที่ไม่สบายพร้อมกัน

เกือบทุกวันจะมีผู้ป่วยมาโรงพยาบาล 400 – 500 รายต่อวัน ไม่ต้องถามว่าเราชาวสาธารณสุขจะมีเวลาทานข้าวกันกี่นาที เวลาเข้าห้องน้ำแทบไม่ต้องพูดถึง ห้องตรวจ OPD ก็มีคนไข้นอกนัดกว่า 100 คน ขอใบรับรองแพทย์อีก 60 – 70 ราย ห้องคลีนิกความดันอีก 100 คน ห้องคลีนิกความดันของ PCU อีก 80 คน ห้องคลีนิคพิเศษ 40-50 คน ยังไม่รวมอุบัติเหตุฉุกเฉินที่มีวันละประมาณ 70 – 80 คน ทั้ง Refer และ EMS อีกเพียบ ไม่รวมคนไข้นอนและแพทย์แผนไทย ในขณะที่เจ้าหน้าที่มีเพียงไม่กี่คน บางครั้งเครื่องมือที่ใช้มานานกว่าสิบปีเกิดเสีย นอกจากจะต้องวิ่งวุ่นกับการแก้ไขเครื่องขัดข้องแล้ว ยังต้องอธิบายและอดทนกับเสียงบ่นเสียงด่าด้วย

เป็นอย่างนี้ทุกวัน

ทำงานก็ท้อ ล้า หมดแรง หมดกำลังใจ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

แผนกความดัน พยาบาล 2 คนจะต้องพยายามช่วย Lab เจาะเลือดคนไข้กว่า 100 คน เริ่มทำงานตอน 7.30 น. ทำงานเร่งความเร็วสูงสุดก็จะเสร็จใน 1 ชั่วโมง

8.30 น. เริ่มสอนสุขศึกษา จากนั้นต้องมารีบซักประวัติคนไข้เพื่อเอาข้อมูลมาลงคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แพทย์พร้อมตรวจ

9.30 น. แพทย์ออกตรวจ เสียงพูดคุยก็จะเบาสลับดัง พยาบาลปวดฉี่ก็จะรีบวิ่งไปวิ่งมา เกรงใจเพื่อนร่วมงาน กลัวคนไข้บ่น ถึงอย่างนั้นก็ยังโดนบ่นเป็นประจำ ถูกบ่นแค่ไหนก็ยังไม่ชิน ซักประวัติ ลงคอม เช็ค Lab นัดตามคลีนิค อธิบายการปฏิบัติตัว วันไหนไม่สบาย ก็ต้องทำงานไป ไอจามไป

9.40 น. คนไข้ตามคลีนิคต่างๆทยอยรับใบนัดเพื่อมุ่งไปยังห้องชำระเงินเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียม 30 บาท มีหลากหลายงานให้ทำ คนไข้นอน จ่ายเงิน ใช้สิทธิ์เบิก ทำเอกสาร กว่าจะปริ้นใบเสร็จให้เซ็นต์ได้ก็ใช้เวลาพอสมควร แถมคนไข้ก็มักเป็นผู้สูงอายุ หูไม่ได้ยิน ตามองไม่เห็น กว่าจะเซ็นต์เสร็จใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 นาที วันหนึ่งทำเรื่อง 60 – 70 คน ก็ต้องใช้เวลาเกือบ 6 ชั่วโมง ยังไม่รวมการจ่ายเงินนะ เจ้าหน้าที่คนเดียวต้องทำเรื่อง หัวหมุนกันทุกวัน

จ่ายเงินแล้วก็ต้องยื่นตระกร้ารับยา คนไข้แต่ละคน ยาเป็น 7-8 อย่าง อย่างละ 100 – 200 เม็ด นั่งนับยากัน เภสัชปริ้นฉลากยา 2 ชุด เจ้าหน้าที่จัดยา 3 คน เช็คยาและแจกยาผู้ป่วย คนหนึ่งที่ร่วมๆ 10 – 15 นาที วันหนึ่งต้องจัดเป็น 400 – 500 ชุด งานเป็นคอขวด พอช้าคนไข้ก็จะบ่น เจ้าหน้าที่จะยิ้มได้อย่างไรในเมื่อได้รับแต่เสียงบ่นตลอด

ทุกคนต้องทำงานกันหนักหน่วงทุกวี่วัน ช้าโดนบ่น โดนหงุดหงิด บั่นทอนกันทุกวัน งบจำกัด เวลาจำกัด แต่คนไข้ไม่จำกัด แถทยังทวีเพิ่มทุกวัน จะไม่ให้เราท้อได้อย่างไร

คุณหมอเองก็โดนบ่น แม้จะเที่ยงครึ่งแล้ว คุณหมอยอมไม่กินข้าวเพื่อตรวจคนไข้คนที่ 80 ทำไปก็โดนบ่นไป โดนด่าไป ทำไมไม่เรียกคิวซักที ถึงคิวยัง ทำไมแซงคิว ติดเที่ยงอีกแล้ว คนไข้บ่นทั้งๆที่นั่งรออย่างเดียว ในขณะที่คุณหมอแทบไม่มีเวลาได้จิบน้ำ

20 นาทีพวกเราต้องกินข้าวให้เสร็จ หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคนมีอุดมการณ์อยากจะทำเพื่อคนไข้ แต่ด้วยจำนวนคนไข้ที่มาก ภาระงานที่เยอะมาก ขาดขวัญกำลังใจ ขาดทรัพยากรทั้งเงิน เวลา และขาดความก้าวหน้าทางอาชีพ หลายคนหมดกำลังใจ เริ่มทยอยกันลาออก

งานหนักไม่เท่าไหร่ถ้ามีกำลังใจที่ดี เรายังกัดฟันทำงานต่อไป แต่ยิ่งทำยิ่งหมดกำลังใจ แถมยังคล้ายว่าถูกตัดทอนพละกำลัง จากที่มีอยู่น้อยนิดก็ยิ่งเหือดแห้งไป

ยิ่งเจอคำสั่งหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ระบุว่า ห้ามจ้างลูกจ้างทุกประเภทจากเงินบำรุงนอกงบประมาณ เพราะต้องขออนุญาตจากคลัง หากขาดคนก็ให้ยุบตึก ยุบวอร์ด มันมีผลกระทบมากกว่าการออกกฏห้ามชาร์จโทรศัพท์มือถือในโรงพยาบาลเสียอีก

ท่ามกลางปัญหาสุขภาพกายต่อไปจะมีปัญหาสุขภาพจิตที่นับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ตั้งแต่ปัญหาเรื่องว่า กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เรียนไม่เก่ง อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ซน ดื้อ ต่อต้าน ถูกเพื่อนแกล้ง ไม่ยอมไปโรงเรียน สอบตก ติดเพื่อน ติดเกม ติดยา ติดแฟน เบื่อเซ็ง เครียด ซึมเศร้า กังวล ยากจนและเกิดความเครียด ดื่มเหล้าจนเมา ทำร้ายตัวเอง ฆ่าตัวตาย เบาหวาน ความดัน ไขมัน ไต อุบัติเหตุ หมากัด เฮ้อ!!! อีกมากมายจะหลั่งไหลมาที่โรงพยาบาล

ประชาชนมากมายที่ต้องการความช่วยเหลือดูแล ตั้งแต่การป้องกันให้มีสุขภาพที่ดีก่อนที่จะป่วย จนถึงการรักษาให้ดีขึ้น กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

เจ้าของเพจเขียนโพสต์นี้เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า วันนึงโรงพยาบาลต้องทำอะไรบ้าง คนทำงานลดลงปริมาณคนไข้และภาระงานที่เพิ่มทั้งถูกควบคุมด้วยมาตราฐานตัวชี้วัด ร้อยแปดพันตัว ถูกควบคุมด้วยระเบียบกระทรวงทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายพัสดุคุรุภัณฑ์ ไหนจะระเบียบการจ้างลูกจ้าง หากสภาพโรงพยาบาลของรัฐยังเป็นแบบนี้ คงอีกไม่นาน จะไม่มีเจ้าหน้าที่ทำงานอีกต่อไป

เรื่องที่ผมขอนำมาเล่าก็จบลงเพียงเท่านี้ ที่เหลือ ก็เป็นหน้าที่ของผู้ฟังแล้วครับว่าจะตกผลึกและเอาไปปรับใช้ยังไงบ้าง และขอให้ทุกๆคนได้ Startyourway บนเส้นทางที่ตัวเองอยากเดินครับ

Comments

comments

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *