Article

เมื่อความหวังดีของพ่อแม่เป็นพิษ เสียงของเด็กที่ผู้ใหญ่ไม่ได้ยิน

By  | 

ผู้ใหญ่ทุกคนเคยเป็นเด็ก แต่เด็กทุกคนไม่เคยเป็นผู้ใหญ่ ผมไม่สามารถหยุดความสงสัยเอาไว้ได้จริงๆว่าทำไมพ่อแม่หลายคนจึงพยายามให้ลูกมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดด หากวิเคราะห์แบบมุมมองของชายวัยกลางคนอายุ 30 ปีอย่างผม ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาอยากให้ลูกมีความคิดเหมือนกับตัวเอง เป็นความหวังดีบนความคาดหวังที่สูงปรี๊ด…!!! และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากความเชื่อที่ถูกส่งทอดกันตามๆกันมาในสังคมประเทศไทย คือ เรามีลูกเพื่อให้ลูกคอยตอบแทนพระคุณบิดามารดาด้วยชีวิต

ครั้งหนึ่งผมเคยถูกถามจากผู้ใหญ่ว่า "ผมกับแพมเราไม่สามารถมีลูกได้ อย่างนี้ไม่กลัวอนาคตลำบากเหรอ ไม่กลัวว่าจะไม่มีเงินใช้เหรอ…???" หลังจากที่ฟังคำถามจบ ผมนั่งคิดในใจ เบื้องหลังของคำสอนนี้คืออะไรกันแน่ พวกเขากำลังสอนให้ผมกับแพมเรียนรู้วิธีการลงทุนหรือเปล่า อ้อ หรือว่าพวกเขาสอนให้ผมมีลูกเพื่อจะได้มีคนสร้าง Passive Income ให้ตัวเองในวันที่ทำงานไม่ได้อีกต่อไป อ้าว ตกลงเราไม่ได้อยากให้ลูกเกิดมาเพื่อให้เขามีชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการเหรอ เราต้องการแรงงานฟรีในยามที่เราไม่มีเรี่ยวแรงอย่างนั้นหรือ

ผมถึงขนาดนั่งอยู่หน้าคอม 2 วันเต็มๆเพื่อสร้าง Animation นี้ขึ้นมา มีชื่อว่า "พ่อครับแม่ครับผมแค่อยากเกิดมามีความสุขนิทานสอนใจผู้ปกครอง" เพื่อสะท้อนความทุกข์ของลูก เสียงความทรมานที่พ่อแม่ไม่ได้ยิน

https://www.youtube.com/watch?v=NgYvorK59U4&t

อาชีพยอดฮิตที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็น

ข้าราชการ หมอ และวิศวะกร นี่คือ 3 อาชีพที่พ่อแม่ใฝ่ฝันอยากให้ลูกเป็น ด้วยความเชื่อที่ถูกสืบทอดมารุ่นต่อรุ่นว่าเป็นอาชีพที่เงินดี มีเกียรติ์ ได้ทำแล้วชีวิตจะสุขสบาย มีกินมีใช้ตลอดทั้งชีวิตไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป โดยเฉพาะอาชีพข้าราชการที่ผู้ใหญ่มีความเชื่อฝังใจเลยว่าเป็นอาชีพที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูล สามารถเอาไปอวดชาวบ้านได้ มีแต่คนอิจฉา จึงวาดฝันว่าวันหนึ่งลูกของตัวเองจะเดินทางสายนี้และทำให้พ่อแม่สามารถเอาไปคุยทับเพื่อนคนอื่นได้ แถมเวลาพ่อแม่ป่วยจะได้สิทธิรักษาฟรีด้วย ดีมากๆเลย

แน่นอน เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ดีมากๆจริงๆครับ ถ้าลูกของพวกเขาอยากจะเดินทางสายนี้ด้วยการตัดสินใจของตัวเอง เพราะผมเองก็เคยเจอข้าราชการหลายคนมากๆที่ทำงานเต็มที่ สุขภาพจิตแข็งแรง มีความสุขกับการทำงาน และเต็มใจที่จะเดินบนเส้นทางสายนี้เพราะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ แต่ผมเองก็เคยเจอคนที่กำลังจะลาออกจากข้าราชการมากมายเหมือนกัน ด้วยเหตุผล 3 อย่างก็คือ งานหนักเกินไป ระบบการทำงานอันน่าอึดอัด และประชาชน

พวกเขาบอกกับผมว่าสมัยนี้ข้าราชการเป็นอาชีพที่น่าน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก เพราะประชาชนจ้องจะจับผิดพวกเขา พร้อมหยิบโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปเขาแล้วโพสต์ลง Social เสียๆหายๆได้ตลอดเวลา แถมยังถูกว่าถูกด่าอย่างไม่เป็นธรรมจนหมดกำลังใจทำงานทั้งๆที่ก็พยายามทำงานอย่างสุดความสามารถแล้ว และประโยคคลาสลิคที่พวกเขาได้ยินคือ "เงินเดือนพวกแกก็ภาษีฉันทั้งนั้น" มันเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจกันสิ้นดี พวกเขาไม่คิดกลับกันบ้างหรือว่าที่ประเทศชาติของเรายังมีวันนี้ ก็เพราะมีข้าราชการที่ยอมทำงานหนักเพื่อประชาชน คุณรู้ไหม มีหมอและพยาบาลกี่คนที่ต้องทำงานหนักมากๆเพื่อบริการประชาชนที่บอกว่าตนเป็นคนจ่ายภาษีให้พวกคุณ

พอเขาทำงานได้ไม่ถูกใจประชาชนทั้งๆที่ทำเต็มที่ ประชาชนก็รุมด่าว่าไม่ทำงาน พอเขาลาออกไปหาชีวิตที่ดีกว่า ประชาชนก็รุมประนามว่าไม่รู้จักเสียสละเพื่อประเทศชาติ แหม เอาใจยากจริงๆ

อย่างเช่นล่าสุด ช่าวพยาบาลที่พยายามช่วยชีวิตคนไข้อย่างสุดความสามารถ แต่ในขณะช่วยชีวิตให้ผ่านพ้นนาทีเป็นนาทีตายนั้น พยาบาลพยายามยิ้มเพื่อให้กำลังใจคนไข้ พยายามยื้อชีวิตทุกวิถีทาง ก็ยังไม่วายมีประชาชนไปอัดวีดีโอแล้วโพสต์ในโลก Social เสียๆหายๆอีก บางคนถึงขนาดใช้คำพูดลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทำงานโดยที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ผมสงสารพยาบาลคนนั้นจับหัวใจจริงๆครับ พยาบาลคนนั้นถึงขนาดออกมาขอโอกาสจากสังคม อะไรกัน ทำไมคนทำดีถึงต้องมาขอโอกาสจากสังคมทั้งๆที่เขาไม่ได้ผิดอะไรเลย

พวกเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่พยายามทำอย่างสุดความสามารถแล้วนะครับ พวกเขาไม่ใช่เทวดาที่จะเนรมิตรทุกอย่างให้เป็นไปได้ดั่งใจทุกคน

คุณหมอท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับโรคกตัญญูเฉียบพลันของคนไทย พ่อแม่อยู่มาทั้งชีวิตไม่เคยเหลียวแล แต่พอป่วยใกล้จะเสียชีวิตปุ๊ป มาร้องห่มร้องไห้พร้อมกับขู่คุณหมอว่า คอยดูนะ "ถ้าพ่อแม่ผมเป็นอะไรไป ผมไม่เอาคุณหมอไว้แน่ ผมจะฟ้องร้องให้ถึงที่สุด ผมรับประกันว่าคุณหมอจะต้องเดือดร้อน" พอผมถามคุณหมอว่าทำไมไม่ลาออก คำตอบที่คุณหมอบอกกับผมคือเขาทิ้งคนไข้ไปไม่ได้ ทุกวันนี้ทำงานเหนื่อยมาก บางวันทำงานหนักจนสุขภาพทรุดโทรมเพราะความเครียด แต่เวลาเขาตรวจคนไข้เขามีความสุข และเขาจะทำงานต่อไปจนกว่าจะไม่ไหวจริงๆ โห ขอคารวะหัวใจของคุณหมอและคุณพยาบาลทุกคนจริงๆครับ

ถ้าลูกเลือกทางเดินด้วยตัวเอง นั่นหมายถึงลูกพร้อมที่จะเผชิญทุกเรื่องแล้ว

ที่ผมเขียนมาขนาดนี้ เพราะอยากให้พ่อแม่เข้าใจว่าทุกอาชีพที่พ่อแม่คิดว่าง่าย สบาย มันไม่ได้ง่ายและสบายขนาดนั้น อาชีพที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ใฝ่ฝันอยากจะให้ลูกเป็นนั้นมันต้องแลกมากับการทำงานหนักสุดๆ ต้องเตรียมกายและเตรียมใจผจญความเครียด ความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามา ถ้ามันไม่ใช่ความฝันของเขา ไม่ได้เป็นอาชีพที่ทำให้เขามีความสุข ต่อให้มันเป็นอาชีพที่มั่นคง มีเกียรติในสายตาพ่อแม่ แต่มันก็อาจจะกลายเป็นนรกย่อมๆสำหรับลูกเลยก็ได้

ผมเข้าใจดี ว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากจะให้ลูกได้ดีตามความคิดของตัวเอง มีความมั่นคงและหมดกังวลใจเรื่องการเงิน แต่มีอะไรมารับประกันไหมว่าความคิดของคุณนั้นถูกต้อง คุณมั่นใจหรือว่าโลกยุค 10 ปีข้างหน้าจะเหมือนกับ 10 ปีที่แล้ว…??? ใช่ มันไม่มีทางเหมือนอยู่แล้ว ในสมัยก่อนการเรียนให้ได้เกรดดีๆจะนำพาชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีจริงๆ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ มีนักศึกษาปริญญาตรีมากมายที่จบออกมาแล้วหาที่ทำงานไม่ได้ เพราะพวกเขาเรียนเป็น แต่ไม่มีประสบการณ์การทำงานให้เป็นเลย

ดังนั้นในความคิดของผม พ่อแม่ยุคใหม่อาจจะต้องเปลี่ยนบทบาทการเลี้ยงลูกโดยสิ้นเชิง จากที่เน้นให้ลูกไปโรงเรียนแล้วพัฒนาตัวเองผ่านเกรดเฉลี่ย ต้องเปลี่ยนเป็นพ่อแม่พยายามจุดประกายให้ลูกฝึกฝนทักษะหลายๆอย่างด้วยตัวเองแล้วให้เขาเลือกสิ่งที่อยากจะทำโดยไม่ต้องไปบังคับเขา ให้เขาหาเหตุผลในการดำรงชีวิตอยู่ให้เจอ และไม่คาดหวังว่าลูกจะเป็นเครื่องมือสนองความกตัญญูและจ่ายสิ่งตอบแทนที่ทำให้เขาเกิดมาด้วยชีวิตและเงิน

พ่อแม่บางคนบังคับลูกเลย ถ้าเรียนจบแล้วทำงานเมื่อไหร่ ต้องส่งเงินกลับบ้านให้พ่อแม่เดือนละ X บาท และหลายๆครั้ง มันไม่ใช่กุศโลบายในการออมเสียด้วย

พ่อแม่ผิดใช่ไหม

ผมเคยอยู่ในจุดที่พ่อแม่บังคับทุกอย่าง บังคับให้อ่านหนังสือ บังคับให้เกรดเฉลี่ยของผมต้องอยู่ในระดับสูง แต่พอผมพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นแล้วว่าผมโง่จริง ไม่ได้แกล้งโง่ พ่อแม่ก็เลยเลิกบังคับในตัวผม ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตเลย แต่พอผมเรียนจบและได้ก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน ผมเข้าใจทันทีว่าเพราะอะไรพ่อแม่ถึงอยากให้เรียนเก่งๆ เพราะโลกของการทำงานมันแตกต่างกับโลกของการเรียนโดยสิ้นเชิง มันเหนื่อยมากๆ เครียดมากๆ และมันเป็นโลกของความจริงที่มีชีวิตของเราเองเป็นเดิมพัน ใช่ โลกของการทำงานคือโลกที่เราต้องเอาความสามารถที่เราสั่งสมมาแลกเงิน และเอาเงินไปแลกกับคุณภาพชีวิตที่เราต้องการ

ในยุคของพ่อแม่ ความสามารถจะถูกตีมูลค่าตามเกรดเฉลี่ย ใครที่มีเกรดสูงแสดงว่ามีความสามารถสูง และมันเป็นทางด่วนก้าวขึ้นไปสู่เงินที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดี แต่พอโลกมันเปลี่ยนมาเป็นยุคดิจิตอลที่เราอาศัยอยู่นี้ หลักการหาเงินมันเปลี่ยนไป เกรดเฉลี่ยสามารถใช้ตอบโจทย์นายจ้างตอนเลือกรับทำงานได้ แต่การหาเงินโดยไม่ต้องอิงเกรดเฉลี่ยมันก็โตมาพร้อมกับอินเตอร์เน็ต เด็กสมัยนี้หลายคนสามารถหาเงินได้หลักหมื่นต่อเดือนโดยไม่ต้องเป็นทั้งลูกจ้างหรือนายจ้าง เพราะเขาเลือกสถานะที่จะเป็นนายตัวเองตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ อย่างเช่นล่าสุดผมก็รู้จักเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ขายของออนไลน์โดยการยืมสินค้าชาวบ้านมาขาย และสามารถสร้างรายได้ 4 หมื่นกว่าบาทต่อเดือนได้ เก่งมากๆเลย

ความฝันส่วนใหญ่ของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่คือความมั่นคง ความฝันส่วนใหญ่ของคนรุ่นนี้คืออิสระในการเลือก Way ของตัวเอง

คนสมัยก่อนจะเลือกทำงานประจำเพราะความมั่นคง แต่เด็กสมัยนี้ทำงานประจำเพราะพวกเขาอยากเรียนรู้และเอาประสบการณ์ตรงนั้นไปต่อยอดสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจในอนาคต เวลามีเด็กรุ่นใหม่มาปรึกษาผมทาง inbox ว่าอยากจะเริ่มหาเงิน ผมมักแนะนำให้เขาไปทำงานประจำเพื่อสั่งสมความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ มีงานประจำดีๆมากมายที่ถูกใจเด็กรุ่นใหม่แน่ๆ และที่สำคัญก็มีนายจ้างมากมายที่ประกาศตัวเลยว่าพร้อมจะสนับสนุนลูกน้องของพวกเขาให้เป็นนายตัวเอง การไปทำงานประจำก็เหมือนการไปเรียนรู้ชีวิตหลังเรียนจบเหมือนกับตอนทีผมเรียนรู้นั่นเเหละครับ

แถมคุณรู้ไหม ในโลกของงานประจำ มีมนุษย์เงินเดือนมากมายที่สามารถหาเงินนอกออฟฟิตได้มากกว่าเงินเดือนอีก แต่เขาทำงานประจำเป็นงานอดิเรกเพราะมีความสุขเท่านั้น ถ้าคุณเจอคนเหล่านี้และทำให้พวกเขาชอบคุณได้ โอ้ แม่เจ้า คุณจะได้เรียนกับสุดยอดครูบาอาจารย์ที่ไม่กั๊กวิชาโดยไม่เสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว

เด็กหลายคนบอกว่าไม่อยากทำงานประจำเพราะไม่อยากเป็นลูกจ้าง แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่าการเป็นลูกจ้างนั้นมีข้อดีมากมายมหาศาลขนาดไหน มันคือการเบิกเนตรและอัพเลเวลชีวิตอย่างแท้จริง ได้เงินด้วย ได้เพื่อนด้วย ได้งานด้วย ได้ความรู้ด้วย แถมความเสี่ยงก็ไม่มี เจ๋งจะตาย

คุณพ่อคุณแม่ครับ คุณเห็นอะไรจากบทความนี้ไหม

ผมไม่ได้บังคับให้เด็กรุ่นใหม่ทำอะไรเลย ผมแค่จุดประกายให้พวกเขาเริ่มสนุกกับการวางแผนชีวิตตัวเองเท่านั้น และผมมั่นใจว่าต้องมีเด็กรุ่นใหม่เริ่มคิดได้หากมาอ่านบทความนี้แน่นอน อยากให้ลูกได้ดี ต้องกล้าให้คำสอนที่มาพร้อมกับการรับฟังลูกอย่างตั้งใจ

พ่อแม่ครับ คุณกับผมเราผ่านโลกของการทำงานมาแล้ว เราเข้าใจดีว่ามันเหนื่อยหนักขนาดไหน แต่เด็กเขายังไม่ได้ผ่านตรงจุดนั้น ดังนั้น ปล่อยให้เขาสนุกกับชีวิตอิสระไปก่อนโดยมีคุณค่อยๆเติมทักษะในการใช้ชีวิตให้กับเขา ใช่ นอกบ้านมีเรื่องอันตรายน่ากลัวมากมาย แต่ถ้าบ้านร้อนเป็นไฟ เด็กรุ่นใหม่ก็อยากจะไปผจญอันตรายมากกว่าให้ไฟจากพ่อแม่แผดเผาตายอยู่ในบ้าน เชื่อผมเถอะ อดทนฟังสิ่งที่ลูกต้องการเสียแต่ตอนนี้ ดีกว่าปล่อยให้เขาไปหาความสุขนอกบ้านเพราะที่บ้านไม่เหลืออะไรเป็นความอบอุ่นให้เขาเลย

ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่พ่อแม่เริ่มไม่เป็นที่พักทางใจของลูกได้แล้ว ไม่เคยคิดจะฟังลูกเลย อนาคตลูกจะอยากอยู่กับพ่อแม่หรือเปล่า ก็ลองคิดดูเองนะครับ สุดท้ายนี้ถ้าคุณมีเวลาอีกซักนิด ผมอยากให้อ่านคอมเม้นท์เหล่านี้ของเด็กๆที่เขียนระบายความในใจผ่าน Startyourway นะครับ แล้วไปนั่งคิดเอาเองว่าจะเอายังกับชีวิตดีนะครับ

เราก็เป็นคนนึงที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงแบบใช้ความกดดดันมากเหมือนกันค่ะ

เราเคยได้เกรด3.8+แล้วเราเอาไปบอกเขา ตอนนั้นเราดีใจมากที่เกรดเราพุ่งขึ้นมาก แต่พ่อแม่กลับบอกเราว่า "ทำได้แค่นี้เองหรอ วันๆไปเรียนหรือไปทำอะไรกันแน่"

ณ ตอนนั้นเราพูดไม่ออกเลยค่ะ ทั้งเสียใจทั้งเสียความรู้สึกที่เขาพูดกับเราแบบนี้ แล้วไม่ว่าเราจะไปแข่งพูดสุนทรพจน์จีน เล่านิทานจีน ละครจีน บลาๆๆๆ เขาไม่เคยให้กำลังใจเราเลย แล้วบอกแค่ว่า "เก่งก็ไม่เก่งจะไปทำไมให้เสียเวลา" แล้วถ้าไม่ได้ที่1 เราก็โดนบ่น โดนด่า (ได้ที่2-3ก็โดนบ่นค่ะ)

เราทั้งท้อและหมดกำลังใจมากๆเลยค่ะ เราพยายามทำให้เขาภูมิใจทั้งเรื่องการเรียน กิจกรรม การงาน การคิดและการตัดสินใจด้วยตัวเอง บลาๆๆๆ แต่เจอแบบนี้บ่อยๆเข้ามันก็ไม่อยากทำแล้วอ่ะเนอะ

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *