Article

เรื่องน่ายินดีที่ชวนเศร้า เมื่อคอมเม้นท์นี้สะท้อนให้เห็นความกดดันของเด็กไทย

By  | 

เมื่อหลายวันก่อน ผมได้ยินเรื่องราวของพ่อแม่คู่หนึ่ง ที่คาดหวังให้ลูกโตขึ้นไปแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง จึงพยายามฝึกลูกให้เป็นเจ้าคนนายคน ตั้งแต่เด็กต้องพยายามสอบเข้าโรงเรียนอนุบาลที่รับแค่ไม่กี่คน (ทั้งๆที่มีผู้สมัครมากกว่า 2 ร้อยคน) แถมยังวาดฝันให้ลูกเรียนให้ได้ที่ 1 ทุกปีตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาลัย เรียกได้ว่าสร้างความกดดันที่มีปราการสูงสุดเอื้อมตั้งแต่วัยที่ยังไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกนั้นเป็นอย่างไร…??? ผมเองไม่สามารถเป็นพ่อคนได้เพราะมีเมียเป็นสาวประเภท 2 ผมจึงไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ผมเคยเป็นลูก ดังนั้นผมรู้ดีว่าชีวิตมันน่าเศร้าขนาดไหนถ้าเราต้องดำรงชีพบนมาตรฐานที่ถูกตั้งไว้สูงตลอดเวลา

ยิ่งได้มาเจอคอมเม้นท์นี้ใน Youtube Startyourway ผมยิ่งรู้สึกเศร้าใจครับ

วันนี้เป็นวันรับผลสอบปลายภาค สรุปได้ 3.65 ซึ่งปีที่แล้วเราได้ 4.00 ที่นี้แม่เราก็บ่นว่าทำไมถึงเรื่องแย่ลง เราก็ตอบไปว่า เนื้อหายากหลายเท่า หนูพยายามที่สุดแล้ว . ซึ่งเอาตรงๆ คะแนนของเกรดก็ลดลงนิดหน่อย แม่ก็บ่น บอกว่าต้องตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ ซึ่งในความรู้สึกเรา มันคือการกดดัน ไม่ใช่แค่แม่นะ เรื่องถึงผู้ใหญ่หลายๆคนด้วย แต่เราก็พยายามแล้ว สูงสุดมันก็ได้เท่านี้ ตลอดทั้งเทอมพยายามตั้งใจเรียน และถูกกดดัน เราก็เลยหาวิธีคลายเครียด ก็คือการดู Youtube แล้วมันทำให้เรามีความสุข ซึ่งจะใช้เวลาว่าง ดู youtube จนโดนด่าตอนนี้สำหรับเราไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุข เท่าเวลาที่ได้ดู youtube และเราก็มีคำถามที่อยากถามว่าทุกคน เวลาเครียดจะหาวิธีละบายความเครียดอย่างไร และเพราะอะไร ถึงใช้วิธีนี้ แล้วคุณคิดว่าวิธีที่ใช้มันดีไหมค่ะ

คุณอาจคอมเม้นท์นี้แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างครับ และคุณเคยได้ยินคำว่า “เด็กมีปัญหา” หรือเปล่า ผมเข้าใจดี ผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกของการทำงานมาแล้วพวกเขาจะสัมผัสได้ทันทีว่าโลกของการทำงานนั้นมันมีความกดดันกว่าโลกของการเรียนหลายเท่า แต่สิ่งที่พวกเขามองข้ามไป คือ นี่คือโลกที่มนุษย์สามารถประสบความสำเร็จได้หลากหลายวิธี และการทำงานประจำมันเป็นเพียงแค่ 1 ในนั้น

คำสอนที่เราได้ยินมาตั้งแต่อายุยังน้อยคือ “เรียนให้หนัก ทำงานให้หนัก มีเงิน มีบ้าน มีรถ แต่งงาน แล้วพออายุ 50 – 60 ก็เกษียณแบบสุขสบาย” ผมคิดว่าคำพูดนี้ไม่ขลังอีกต่อไปแล้วเพราะโลกของเราผันผวนเร็วเกินไป ทั้งเจ้าของบริษัท ผู้ประกอบการณ์ นายตัวเองหรือลูกจ้างจะต้องสะสมความสามารถใหม่กันอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ ปัจจุบันระบบการทำงานก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนบริษัทอยากมียอดขายต้องจ้างเซลล์ ต้องจ้างการตลาด แต่สมัยนี้สามารถลดคนทำงานแล้วจ้าง Facebook มาบู๊ทโพสต์แทน โลกมันเปลี่ยนไปเร็วเหลือเกิน ลองมาดูข่าวนี้นะครับ

หุ่นยนต์แย่งงานมนุษย์แล้ว! บริษัทประกันชีวิตในญี่ปุ่นปลดพนักงาน 34 คน ดัน AI ทำงานแทน

ดูเหมือนว่าโลกอนาคตที่หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์จะเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คิด เมื่อบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นประกาศว่าจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Watson ของบริษัท IBM เข้ามาทำงานแทนพนักงาน 34 คน

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยกล่าวว่ามนุษย์จะถูกหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติแย่งงานหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับระดับความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละอาชีพ โดยงานประเภทธุรการ บริการจัดส่งของ และแรงงานภาคการเกษตร มีแนวโน้มจะถูกแทนที่ด้วยแรงงานเครื่องจักรหุ่นยนต์ มากกว่าอาชีพเกี่ยวกับการเรียนการสอน การคิดการเขียนที่จะยังไม่ถูกแย่งงานในเร็วๆนี้

รายงานวิจัยดังกล่าว สอดคล้องกับที่ วิโรจน์ จิรพัฒนกุล นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่เคยทำงานในซิลิคอนวัลเลย์ ให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ว่า “มันจะมี 2 ค่ายที่ถกเถียงกันว่าหุ่นยนต์จะมาทำงานแทนมนุษย์หรือเปล่า แต่ผมอยู่ค่ายที่มันจะไม่มาแทนที่มนุษย์ในเร็วๆ นี้ ถ้าบอกว่าเป็นงานประเภทใช้แรงงาน งานที่ทำซ้ำๆ แบบนี้มาชัวร์ ก็คือใช้เครื่องจักรแทน แต่ถ้าเป็นงานที่ยังต้องใช้ความคิด ใช้สมอง ยังไงก็ต้องเป็นคนครับ

เพราะหุ่นยนต์ส่วนใหญ่มันถูกเทรนจากข้อมูลในอดีต มันต้องทำอะไรซ้ำๆ เยอะๆ ก่อน จึงจะเรียนรู้ได้ แต่มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้”

ขอขอบพระคุณรูปภาพและข้อมูลจาก http://themomentum.co/successful-innovation-japanese-insurance-firm-replace-employees-with-ai

คุณแลเห็นอะไรสำคัญในประโยคข้างบนนี้มั้ยครับ งานที่จะถูกแทนที่ด้วย AI ไม่ได้ คืองานที่จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความคิดสร้างสรรค์จะต้องเกิดขึ้นจากการกล้าแหกประเพณีเดิมๆ แล้วการที่เด็กรุ่นใหม่ถูกสั่งว่าห้ามคิด ห้ามเถียง ห้ามทำอะไรนอกเหนือจากกรอบที่วางเอาไว้ พวกเขาจะเป็นอย่างไรในโลกยุคอนาคตหละ…??? นี่คือเรื่องที่คุณคงจะต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง

นี่ยังไม่รวมเรื่องอินเตอร์เน็ตที่ทำให้คนไทยสามารถจ้างงานคนอินเดียได้ในราคาถูกตั้งแต่เอกสารที่มีความยุ่งยากจนถึงงานออกแบบในราคาหลักร้อย – พัน ประเทศจีนที่จู่ๆดันกลายเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ บลาๆๆ

พื้นฐานของคนแต่ละครอบครัวนั้นไม่เหมือนกัน ผมคงไม่สามารถชี้ได้ว่าสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังให้ลูกเรียนเก่งๆนั้นมันถูกต้องหรือไม่ แต่ผมคิดว่าประเทศชาติของเราจะเข้มแข็งเป็นปึกแผ่น สิ่งที่ต้องเน้นที่สุดคือสถาบันครอบครัว ตราบใดที่คนในครอบครัวไม่มีความอบอุ่นให้ซึ่งกันและกัน ไม่ฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อย่างนี้ก็คงจะยากที่จะทำให้ทุกอย่างออกมาดี

วัยของเด็กคือวัยที่ควรให้พวกเขาเรียนรู้ด้วยความสนุก สอนให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ถ้าเมื่อไหร่ที่พ่อแม่เริ่มบังคับให้เด็กหยุดพัฒนาการการเรียนรู้แล้วหันมาอัดวิชาการเข้าตัวเด็กเต็มๆ อนาคตก็อาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้

ความเครียดมีทั้งด้านดีและไม่ดี แต่ความเครียดในวัยกำลังเรียนรู้นั้นไม่ดีแน่นอน

อนึ่ง ความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับการศึกษาที่เด็กรุ่นใหม่ต้องการ ผมคิดว่าน่าจะเป็นแบบนี้ครับ

วิชญ์ Startyourway

 

 

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *