Article

สุดยอดสุนทรพจน์ของ Steve Jobs ในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

By  | 

คุณลองอ่านสุนทรพจน์ของสตีฟ จ๊อบส์ ในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ปี 2005 ดูสิ เพียง 5 นาที คุณจะเข้าใจชีวิตและความจริงมากยิ่งขึ้น
นี่คือคำบรรยายไทยจาก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และรายการนี้นำเสนอโดย มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก standford.edu ครับ

เวอร์ชั่นอ่านให้ฟัง

Steve Jobs

ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาอยู่ที่นี่กับคุณ ในวันรับปริญญา ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผมขอบอกความจริงอย่างหนึ่ง ผมไม่เคยเรียนจบวิทยาลัย และงานในวันนี้ เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงการจบวิทยาลัยจริงๆ ที่สุดแล้วของผม

วันนี้ ผมอยากจะเล่าเรื่องราว 3 เรื่องจากชีวิตของผม มีเท่านี้เอง ไม่มากมาย แค่ 3 เรื่อง

เรื่องแรกเกี่ยวกับการเชื่อมต่อจุด

ผมเลิกเรียนที่ วิทยาลัยรีด หลังจากเรียนไปแค่หกเดือน แต่ก็ยังแวะเวียนเข้าไปบ้างอยู่ประมาณสิบแปดเดือน ก่อนที่จะลาออกอย่างเป็นทางการ

ทำไมผมถึงลาออก?

เรื่องนี้เริ่มมาตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเกิด

แม่แท้ๆ ของผมตอนนั้นยังเป็นวัยรุ่น เป็นนักศึกษา ยังไม่ได้แต่งงาน
ท่านตัดสินใจที่จะยกผมให้คนอื่นไปอุปการะ ท่านมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าผมควรจะได้เป็นลูกบุญธรรมของคนที่เรียนจบวิทยาลัย ดังนั้น ชีวิตผมถูกวางแผนไว้ตั้งแต่แรกว่า เมื่อผมเกิด ทนายความและภรรยาจะเป็นผู้รับอุปการะผม แต่เมื่อผมเกิด ครอบครัวทนายความเกิดเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย พวกเขากลับต้องการเด็กผู้หญิง ดังนั้น พ่อแม่ของผม ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้รับอุปการะในลำดับต่อๆ มา ก็ได้รับโทรศัพท์กลางดึกจากแม่แท้ๆของผม

แม่แท้ๆ ผมถามว่า “เราก็มีเด็กทารกคนนึงเป็นผู้ชาย พวกคุณอยากอุปการะเขาไหม?” พวกเขา จึงตอบว่า “แน่นอน”

แต่แล้วแม่แท้ ๆ ของผมมารู้ภายหลังว่า แม่บุญธรรมผม ไม่ได้จบวิทยาลัย และและพ่อบุญธรรมผมก็ไม่ได้จบแม้แต่ชั้นมัธยม แม่แท้ๆ ของผมจึงปฎิเสธที่จะให้พวกเขาอุปการะผม แต่อีกไม่กี่เดือนต่อมา แม่แท้ๆ ของผมก็ยินยอม เพราะพ่อแม่ผมสัญญาว่าจะส่งผมไปเรียนวิทยาลัย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตผม

17 ปี ต่อมา ผมได้ไปวิทยาลัย แต่ด้วยความไร้เดียงสา ผมเลือกวิทยาลัยที่ค่าเรียนแพงเกือบจะเท่าสแตนฟอร์ด เงินเก็บทั้งหมดของพ่อแม่ผม ซึ่งเป็นชนชั้นแรงงาน หมดไปกับค่าเล่าเรียน หกเดือนผ่านไป ผมไม่เห็นคุณค่าของการเรียนที่นีเลย ผมไม่รู้ว่าควรทำอะไรกับชีวิต ไม่รู้ว่าวิทยาลัยจะช่วยผมให้รู้ได้ยังไง และที่นี่ ผมได้ใช้เงินทั้งหมดที่พ่อแม่ผมเก็บมาทั้งชีวิต ผมจึงตัดสินใจลาออก และเชื่อว่ามันน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ใช้ได้

ณ ตอนนั้น ผมก็รู้สึกกลัว แต่เมื่อมองย้อนไป มันกลับเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของผม

นาทีที่ผมหยุดเรียน ผมก็ไม่ต้องเรียนวิชาบังคับที่ผมไม่สนใจและสามารถเข้าเรียนวิชาที่น่าสนใจกว่า เรื่องราวมันไม่สวยงามเท่าไร ผมไม่มีห้องในหอพัก ต้องนอนบนพื้นห้องเพื่อน เอาขวดโค้กไปแลกเงิน 5 เซนต์ เพื่อซื้อข้าวกิน และผมต้องเดิน 7 ไมล์ข้ามไปอีกฝากของเมืองทุกๆวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีๆสักมื้อที่วัดฮาเร กฤษณะ ผมรักชีวิตช่วงนี้ของผม

และสิ่งที่ผมบังเอิญได้พบเจอส่วนใหญ่ ซึ่งเกิดจากความสงสัยและสัญชาตญาณ กลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าในภายหลัง ผมมีตัวอย่างอยู่เรื่องหนึ่ง ในตอนนั้น รีดคอลเลจเปิดสอนวิชาการออกแบบตัวอักษร ซึ่งอาจจะเป็นหลักสูตรที่ดีที่สุดของประเทศ ทั่วทั้งเขตมหาวิทยาลัย โปสเตอร์ทุกใบ ป้ายบนลิ้นชักทุกอัน เขียนด้วยตัวหนังสือที่สร้างจากลายมือที่สวยงาม เนื่องจากผมได้ลาออก ไม่ต้องเรียนวิชาปกติ ผมจึงตัดสินใจเรียนวิชานี้

ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวอักษรแบบ Serif และ Sans-serif ได้เรียนรู้เกี่ยวกับช่องไฟเมื่อต้องผสมตัวอักษรต่างๆเข้าด้วยกัน ได้เรียนรู้การทำให้งานพิมพ์ออกมายอดเยี่ยม มันช่วงสวยงาม น่าจดจำ และมีความเป็นศิลปะอย่างชัดเจน ซึ่งไม่สามารถบรรยายในเชิงวิทยาศาสตร์ และผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมจริงๆ

เรื่องที่เพิ่งเล่าไปนี้ ฟังดูไม่น่าจะใช้อะไรได้จริงในชีวิตผม

แต่แล้ว 10 ปีต่อมา เมื่อเรากำลังออกแบบคอมพิวเตอร์แมคอินทอช เครื่องแรก เรื่องนี้ก็วนกลับมา เรานำมันทั้งหมดเข้าไปไว้ในแมค มันจึงกลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการแสดงตัวอักษรได้อย่างสวยงาม

ถ้าผมไม่ได้เรียนวิชานั้นที่วิทยาลัย เครื่องแมคก็คงจะไม่มีตัวอักษรหลายรูปแบบและไม่มีการวางช่องไฟที่ได้สัดส่วนอย่างเช่นที่มันเป็น และเนื่องจากวินโดว์เลียนแบบแมค เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก็จะไม่มีระบบตัวอักษรที่สวยงามแบบนี้เช่นกัน ถ้าผมไม่ได้ลาออก ผมก็จะไม่ได้เรียนวิชานั้น และคอมพิวเตอร์ทั่วโลกก็จะไม่มีระบบแสดงตัวอักษรที่ยอดเยี่ยมอย่างที่เป็นในตอนนี้

จริงอยู่ที่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมองไปข้างหน้า แล้วสามารถคิดเชื่อมต่อจุดต่างๆตั้งแต่สมัยยังเรียนวิทยาลัย แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไปในอดีตสัก 10 ปีก่อน มันกลับชัดเจนเหลือเกิน ผมจึงอยากจะย้ำว่า คุณไม่สามารถเชื่อมต่อจุดด้วยการมองไปในอนาคต แต่เชื่อมต่อได้โดยการมองย้อนกลับไป และเมื่อคุณรู้เช่นนี้ คุณก็จะเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง จุดต่างๆเหล่้านี้จะสามารถเชื่อมกันได้ในอนาคต

คุณต้องเชื่อในอะไรสักอย่าง เสียงในใจ พรหมลิขิต ชีวิต กรรม อะไรก็ตามแต่ เพราะความเชื่อว่าจุดต่างๆ จะเวียนมาเชื่อมกันได้ จะสร้างความมั่นใจให้คุณกล้าเดินตามจิตใจที่แท้จริงของคุณ แม้ว่ามันจะต้องพาคุณออกนอกเส้นทางที่คุ้นเคย และะเผชิญความแตกต่างขนานใหญ่ก็ตาม

เรื่องที่สองของผมเกี่ยวกับความรักและการสูญเสีย

ผมโชคดี ผมค้นพบสิ่งที่ผมรักตั้งแต่อายุยังน้อย วอซ (Steve Wozniak) กับผมเริ่มบริษัทแอ๊ปเปิลในโรงรถของพ่อแม่ผมตอนผมอายุ 20 เราทำงานหนัก และเมื่อ10 ปีผ่านไป แอ็ปเปิลเติบโตจากคนสองคนในโรงรถ กลายเป็นธุรกิจ 2 พันล้านเหรีญซึ่งมีพนักงานกว่า 4,000 คน ตอนนั้นเราเพิ่งเสนอผลงานที่เยี่ยมที่สุดของเรา แมคอินทอช แค่หนึ่งปีก่อนหน้า และผมก็เพิ่งจะอายุ 30 และแล้ว ผมก็โดนไล่ออก

ทำไมผมถึงโดนไล่ออกจากบริษัทที่ผมก่อตั้ง?

ก็นั่นหละ เมื่อแอ็ปเปิลเติบโต พวกเราก็จ้างคนที่เราคิดว่ามีพรสวรรค์ที่จะบริหารบริษัทร่วมกับผม ซึ่งช่วงปีแรกๆ มันก็เป็นไปด้วยดี แต่เมื่อวิสัยทัศน์ของเราเริ่มต่างกัน ในที่สุดเราก็แตกแยก เมื่อผมถูกไล่ออก คณะกรรมการยืนอยู่ข้างเขา ผมจึงถูกไล่ออกตอนอายุ 30 แถมเป็นที่รู้กันทั่วไปซะด้วย

สิ่งที่เป็นความตั้งใจในชีวิตวัยผู้ใหญ่ของผม ได้จากไปซะแล้ว มันเป็นความเสียหายที่ยิ่งใหญ่

ผมสับสนกับชีวิตอยู่เป็นเดือนๆ

ผมรู้สึกว่าผมทำให้ผู้ร่วมลงทุนในแอ็ปเปิลรุ่นเก่าๆผิดหวัง เหมือนผมทิ้งไม้ผลัดเมื่อมันกำลังถูกส่งผ่านมา ผมพบกับ เดวิด แพคคาร์ด และ บ๊อบ นอยส์ และพยายามที่จะขอโทษที่ผมทำพลาดไม่เป็นท่า ผมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในสายตาผู้คน ผมเคยแม้แต่คิดหนีไปให้พ้นจาก (ซิลิคอน) วาเลย์ แต่บางอย่างค่อยๆ พาผมกลับขึ้นมา … ผมยังรักในสิ่งที่ผมทำ

เหตุการณ์ที่แอ็ปเปิลไม่ได้ทำให้ผมเปลี่ยนไป ถึงผมจะถูกไล่ออก แต่ผมก็ยังรักในสิ่งที่ทำอยู่เช่นเดิม และผมก็ตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่

ตอนนั้นผมยังไม่รู้ตัว แต่มันกลายเป็นว่า การโดนไล่ออกจากแอ็ปเปิลเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับผม ความสำคัญตนที่เกิดจากความสำเร็จในอดีต ถูกทดแทนด้วยความถ่อมตนของการเริ่มต้นใหม่ ที่ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง มันให้อิสระผมในการเข้าสู่ช่วงที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดช่วงนึงของชีวิต

ช่วง 5 ปีหลังจากนั้น ผมเิริ่มบริษัทใหม่ ชื่อว่า เน็กซ์ (NeXT) และอีกบริษัทชื่อ พิกซ่าร์ (Pixar) และตกหลุมรักผู้หญิงที่น่าทึ่งคนนึง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภรรยาของผม

พิกซ่าร์ได้สร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรกของโลกคือ ทอย สเตอรี่ และตอนนี้มันเป็นอนิเมชั่นสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก และในที่สุด แอ็ปเปิลก็ซื้อเน็กส์ และผมก็ได้กลับมายังแอ็ปเปิ

เทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นที่เน็กส์ ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของแอ็ปเปิลในยุคใหม่นี้ และลอรีน (ภรรยาจ๊อบส์) กับผมก็มีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข

ผมเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้คงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าผมไม่ถูกไล่ออกจากแอ๊ปเปิล

มันเป็นยาขมรสแย่ แต่ผมคิดว่าคนป่วยต้องการมั

บางครั้งชีวิตก็ฟาดหัวคุณด้วยก้อนอิฐ อย่าสิ้นศรัทธา ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งทำให้ผมเดินหน้าต่อได้ ก็คือการที่ผมรักในสิ่งที่ทำ คุณต้องค้นหาว่าคุณรักอะไร ทั้งกับตัวงานและกับคนรอบๆข้าง งานที่คุณทำจะกลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต ซึ่งหนทางเดียวที่คุณจะพอใจกับงานนั้นได้ คือทำสิ่งทีุ่คุณเชื่อมั่นว่า “มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่” และหนทางเดียวที่จะสร้างสรรงานที่ยอดเยี่ยมได้ ก็คือรักในสิ่งที่คุณทำ

ถ้าคุณยังไม่เจอมัน ให้ค้นหาไปเรื่อยๆ อย่าหยุด เหมือนกับเรื่องต่างๆ ที่จะรับรู้ได้ด้วยใจ คุณจะรู้ตัวเองเมื่อคุณเจอมัน และเหมือนกับความสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ มันจะก้าวหน้าพัฒนายิ่งขึ้นไปตามกาลเวลา

ดังนั้น จงค้นหามัน อย่าหยุด

เรื่องที่สามของผมเกี่ยวกับความตาย

ตอนผมอายุ 17 ผมได้อ่านคำกล่าวหนึ่ง “ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนเป็นวันสุดท้าย วันหนึ่งมันก็จะมาถึง”

มันเป็นแรงบันดาลใจของผมตั้งแต่นั้นมา ตลอด 33 ปี ผมมองกระจกทุกเช้าแล้วถามตัวเองว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ผมยังอยากทำ สิ่งที่กำลังจะทำในวันนี้หรือเปล่า”

และเมื่อไรที่คำตอบคือ “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน ผมรู้ว่าต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างเสียที การระลึกได้ว่าผมจะต้องตายในเร็ววันนี้ กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญสุดที่ช่วยให้ผมเลือกทางเดินที่สำคัญในชีวิต เพราะว่าเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง … ความคาดหวังจากคนอื่นๆ ความภาคภูมิใจ ความกลัวต่อความอับอายหรือความล้มเหลว จะกลายเป็นเรื่องไร้สาระเมื่อต้องเผชิญกับความตาย เหลือไว้แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆเท่านั้น

การระลึกได้ว่าคุณกำลังจะตาย เป็นทางที่ดีที่สุด ในการเลิกหลงคิดว่าคุณยังมีอะไรที่ต้องเสีย คุณมาตัวเปล่าอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุอะไรที่จะไม่ทำตามหัวใจตัวเอง

ประมาณปีก่อน ผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ผมเข้าเครื่องตรวจตอน 7:30น. และผลออกมาชัดเจนว่าผมมีเนื้อร้ายที่ตับอ่อน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตับอ่อนคืออะไร หมอบอกว่าเนื้อร้ายที่ผมเป็นนี้ ค่อนข้างแน่นอนว่ารักษาไม่ได้ ผมไม่น่าจะอยู่ได้นานกว่าสามถึงหกเดือน

หมอแนะนำให้ผมกลับบ้าน ไปจัดการเรื่องส่วนตัวต่างๆ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าให้เตรียมตัวตาย มันแปลว่าคุณควรบอกลูกในทุกๆ อย่าง ในเวลาไม่กี่เดือนที่เหลือ จากที่เคยคิดว่าคุณยังมีเวลาอีกเป็นสิบๆปี

มันแปลว่า คุณต้องจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อที่ครอบครัวของคุณจะได้เผชิญความตายของคุณอย่างไม่ลำบากมากนัก

มันแปลว่า คุณควรบอกลา

ผมจมอยู่กับผลตรวจนั้นทั้งวัน

เย็นวันนั้นผมได้ทำไบออพซี่ ซึ่งคือการหย่อนกล้องลงไปทางลำคอ ผ่านกระเพาะอาหาร ลงไปที่ลำไส้ของผม ใส่เข็มเข้าไปในตับอ่อนของผม และเก็บเซลล์ออกมาจากเนื้องอก ผมรู้สึกอ่อนล้า แต่ภรรยาของผมที่อยู่ตรงนั้นด้วย บอกผมว่า ตอนที่หมอดูเซลล์ผ่านกล้องจุลทรรศน์ หมอกลับส่งเสียงอุทานออกมา เพราะปรากฎว่า มันเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดหายาก ซึ่งรักษาได้ด้วยการผ่าตัด

ผมเข้ารับการผ่าตัด และผมรู้สึกขอบคุณมาก ตอนนี้ผมกลับเป็นปกติแล้ว

นี่เป็นประสบการณ์ใกล้เคียงความตายมากที่สุด และผมหวังว่ามันคงจะไม่เกิดขึ้นไปอีกนาน

เมื่อผ่านเรื่องราวเหล่านี้มา ผมสามารถบอกคุณได้อย่างมั่นใจว่า ความตายเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ มันเป็นแนวคิดที่ล้ำลึกมาก ไม่มีใครอยากตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ไม่อยากรีบตายเพื่อไปสวรรค์ แต่กระนั้น ความตายก็เป็นปลายทางที่ทุกคนต้องเผชิญเหมือนๆกัน ไม่มีใครหนีพ้น ความตายจึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดในชีวิตคนเรา

มันเปลี่ยนแปลงชีวิต มันพาคนรุ่นเก่าๆให้จากไป และสร้างหนทางให้คนรุ่นใหม่ ตอนนี้ คนรุ่นใหม่คือพวกคุณ แต่อีกไม่นานจากนั้น คุณก็จะค่อยๆกลายเป็นคนรุ่นเก่า และจากไปในทีุ่สุด ขออภัยที่มันออกจะฟังเกินจริง แต่มันจริงแท้แน่นอน

คุณมีเวลาจำกัด … ดังนั้น อย่าให้มันเสียเปล่าด้วยการชีวิตในหนทางของคนอื่น

อย่าติดอยู่ในหลักการเดิมๆ ซึ่งหมายถึงการใช้ชีวิตอยู่กับตะกอนความคิดของคนอื่น

อย่าให้เสียงของคนอื่นรบกวนเสียงข้างในตัวคุณ

และที่สำคัญสุด จงมีความกล้าหาญในการทำตาม หัวใจ และ สัญชาตญาณของคุณ ทั้งสองสิ่งนี้ อาจจะรู้อยู่แล้ว ว่าจริงๆ แล้วคุณต้องการอะไร ส่วนเรื่องอื่นๆ … ไม่สำคัญ

เมื่อผมยังเด็ก มีนิตยสารฉบับหนึ่งชื่อว่า เดอะโฮลเอิร์ทแคตตาล็อก มันเป็นเหมือนคัมภีร์ไบเบิ้ลของคนรุ่นผม นิตยสารนี้จัดทำโดยคนคุ้นเคยของเรา สจ๊วต แบรนด์ เขาอยู่ไม่ไกลจากเมนโลพาร์ค และเขาสร้างสรรนิตยสารนี้ด้วยบทกวี เรื่องนี้เกิดช่วงปลายยุค 60 ก่อนที่จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และการเรียงพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ ดังนั้นนิตยสารทั้งเล่มสร้างขึ้นมาจากเครื่องพิมพ์ดีด กรรไกร และกล้องโพลารอยด์ มันเหมือนเป็นกูเกิลในรูปแบบกระดาษ 35 ปีก่อนที่จะมีกูเกิลจริงๆ .. มันสมบูรณ์แบบ ครบคันด้วยเครื่องมือและคำอธิบายที่ยอดเยี่ยม สจ๊วตและทีมของเขาพิมพ์นิตยสารนี้ออกมาหลายเล่ม

แต่มันก็มาถึงเล่มสุดท้ายจนได้

มันคือช่วงกลางยุค 1970 ซึ่งผมอายุพอๆ กับพวกคุณตอนนี้ ที่ปกหลังของนิตยสารฉบับสุดท้ายนี้ เป็นภาพยามเช้าของถนนชนบท คุณสามารถจินตนาการถึงการโบกรถขอร่วมทางไปด้วย หากคุณสวมวิญญาณนักผจญภัยสักหน่อย ใต้ภาพนั้นมีคำว่า: “จงหิว จงโง่เขลา” มันเป็นข้อความส่งท้ายการปิดตัวนิตยสาร จงหิว จงโง่เขลา ผมบอกกับตัวเองเช่นนั้นมาตลอด

ตอนนี้ พวกคุณกำลังเรียนจบเพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่ ผมขออวยพรสิ่งนั้นให้คุณ จงหิว จงโง่เขลา ขอบคุณทุกๆ คนครับ

Steve Jobs บุคคลที่ยิ่งใหญ่และเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

[มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด – www.stanford.edu]
ลิขสิทธิ์ โดย มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ครับ

#Startyourway

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *