Article

แรงบันดาลใจไม่มีขาย แต่แจกฟรี 5 สุดยอด TED สำหรับคนที่อยากสร้างเส้นทางนายตัวเอง

By  | 

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้เราเข้าถึงเนื้อหาดีๆได้ง่ายๆ ถ้าคุณอยากใช้เวลา 1 ชั่วโมงต่อจากนี้อย่างคุ้มค่า จงเสพโดยพลัน นี่คือสุดยอด 5 TED ที่ผมยกให้เป็นสุดยอดของสุดยอดที่คุณควรดูครับ 

1. Start with why ผู้นำที่ยิ่งใหญ่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ตามได้อย่างไร โดย Simon sinek

ไซมอน ซิเน็คเสนอโมเดลง่ายๆ แต่ทรงพลังสำหรับผู้นำนักสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเริ่มจากหัวใจหลักคือคำถามว่า “ทำไม?” ไซมอนยกแอปเปิล มาร์ติน ลูเธอร์ คิง และพี่น้องตระกูลไรท์เป็นตัวอย่าง และเปรียบเทียบกับกรณี TiVo ซึ่งประสบปัญหาลุ่มๆ ดอนๆ ในการบริหาร (ก่อนหน้าที่จะชนะคดีซึ่งทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นสามเท่าในภายหลัง)

ส่วนหนึ่งของการบรรยายที่ผมชอบมากก็คือ

คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักแซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ ย้อนไปตอนต้นศตวรรษที่ 20 การคิดค้นเครื่องบินที่คนบังคับได้ก็เหมือนธุรกิจดอทคอมสมัยนี้ ใครๆ ก็พยายามคิดค้นวิธีสร้างเครื่องบิน แซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ มีสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นสูตรของความสำเร็จ คือ แม้แต่ในปัจจุบันนี้ ถ้าคุณถามใครสักคนว่า “ทำไมสินค้าหรือบริษัทของคุณจึงล้มเหลว?”เขาก็จะให้เหตุผลหลากหลาย แต่สรุปได้ว่า เป็นสามอย่างเดิมๆ เสมอ นั่นคือ ทุนน้อย บุคลากรไม่เก่ง และภาวะตลาดไม่ดี สามเรื่องนี้แหละ ตลอดเลย เอาละ ลองมาดูกัน แซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ ได้เงิน 50,000 ดอลลาร์ จากกรมการสงคราม ให้คิดเครื่องจักรกลที่บินได้ ดังนั้น เงินไม่ใช่ปัญหา เขามีตำแหน่งที่ฮาร์วาร์ด และทำงานที่สมิธโซเนียน และรู้จักคนกว้างขวาง เขารู้จักคนเก่งๆ ทุกคนในยุคนั้น เขาจ้างแต่คนระดับสุดยอดหัวกะทิ ด้วยเงินที่มีอยู่ และสภาวะตลาดก็เยี่ยมมาก หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ติดตามเขาทุกฝีก้าว ใครๆ ก็ติดตามแลงค์ลีย์ แล้วทำไมคุณถึงไม่รู้จักแซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ล่ะ

สองสามร้อยไมล์ห่างออกไปในเมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ ออร์วิล กับวิลเบอร์ ไรท์ ไม่มีอะไรที่เราจะเรียกว่าเป็น ส่วนผสมของความสำเร็จเลย เขาไม่มีเงิน เงินที่เอามาลงทุนกับความฝันของเขา คือกำไรที่ได้จากร้านจักรยานของเขา ทุกคนในทีมของสองพี่น้องตระกูลไรท์ ไม่มีใครมีปริญญาสักคน รวมทั้งออร์วิลและวิลเบอร์เองด้วย หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ไม่ได้แยแสพี่น้องคู่นี้สักนิด สิ่งที่แตกต่างคือ ออร์วิลกับวิลเบอร์ทำไปด้วยแรงผลักดัน จากเป้าหมายที่มีความหมาย ด้วยความเชื่อ เขาเชื่อว่าถ้าเขาสามารถ คิดค้นวิธีสร้างเครื่องบินขึ้นมาได้ มันจะเปลี่ยนโลกได้ แซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ไม่คิดอย่างนั้น เขาอยากรวย อยากดัง เขาไขว่คว้าหาผลลัพธ์อย่างอื่น เขาแสวงหาเงินทอง ความร่ำรวย แล้วดูสิครับ เกิดอะไรขึ้น คนที่เชื่อในความฝันของสองพี่น้องตระกูลไรท์ ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำร่วมกับเขา ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งทำงานเพื่อค่าจ้าง แล้วพวกเขาก็มักจะเล่าว่า ทุกครั้งที่พี่น้องตระกูลไรท์ออกไปทดสอบเครื่องบิน พวกเขาต้องเอาอะไหล่ไปด้วยห้าชุด เพราะเขาจะทดลองแล้วทดลองอีก จนเครื่องพังถึงห้าครั้ง แล้วถึงจะยอมกลับมากินข้าวมื้อเย็น

2. ภาษากายของคุณเปลี่ยนตัวตนของคุณได้ โดย Amy Cuddy

ภาษากายไม่เพียงส่งผลต่อมุมมองของคนอื่นที่มีต่อเรา แต่มันยังอาจเปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อตัวเราเองด้วย นักจิตวิทยาสังคม เอมี่ คัดดี้ แสดงให้เห็นว่า “ท่าแห่งอำนาจ” นั่นคือ การยืนในท่าทางที่มั่นใจ แม้ว่าเราจะไม่มั่นใจก็ตาม สามารถส่งผลกระทบต่อระดับเทสโทสเตอโรนและคอร์ติซอลในสมองได้ และอาจยังส่งผลกระทบต่อโอกาสประสบความสำเร็จของเราได้อีกด้วย

ส่วนหนึ่งของการบรรยายที่ผมชอบมากก็คือ

มีหลักฐานบางชิ้นที่สนับสนุนว่ามันเป็นจริง ยกตัวอย่างเช่น เรายิ้มเมื่อมีความสุข ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเราถูกบังคับให้ยิ้มโดยคาบปากกาไว้แบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกมีความสุขไปด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นไปได้ทั้งสองทาง และเมื่อเป็นเรื่องของอำนาจ มันก็เป็นไปได้ทั้งสองทางเช่นกัน เมื่อคุณรู้สึกมีอำนาจ คุณมีแนวโน้มจะทำแบบนี้ และก็เป็นไปได้เช่นกัน ที่เมื่อคุณแสร้งทำเป็นมีอำนาจ คุณจะมีแนวโน้ม ที่จะรู้สึกมีอำนาจขึ้นมาจริงๆ

3. กุญแจสู่ความสำเร็จ? ความเพียร โดย แอนเจล่า ลี ดั๊กเวิร์ธ

ยอมทิ้งงานตำแหน่งสูงในวงการที่ปรึกษา แอนเจล่า ลี ดั๊กเวิร์ธ ไปเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ให้เด็กเกรดเจ็ดในโรงเรียนเทศบาลนิวยอร์ก เธอรู้ได้อย่างรวดเร็วว่า ไอคิว ไม่ใช่สิ่งที่จำแนกเด็กที่ประสบความสำเร็จ ออกจากเด็กที่มีปัญหา ที่นี่ เธออธิบายทฤษฎีของเธอที่ว่า “ความเพียร” คือตัวพยากรณ์ความสำเร็จ

ส่วนหนึ่งของการบรรยายที่ผมชอบมากก็คือ

ความเพียร แปลว่าฝักใฝ่ใคร่รัก ทุ่มเท และบากบั่นฟันฝ่า เพื่อเป้าหมายระยะยาว ความเพียร คือความทรหดอดทนความเพียรคือการมุ่งมั่นไปข้างหน้า วันแล้ว วันเล่า ไม่เพียงแค่สัปดาห์ ไม่เพียงแค่เดือน แต่เป็นปี และทำมันอย่างหนักเพื่อให้อนาคตที่ฝันกลายเป็นจริง ความเพียร คือการใช้ชีวิตแบบวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งระยะสั้น”

4. โรงเรียนเป็นแหล่งทำลายความคิดสร้างสรรค์ โดย Ken Robinson

 

Sir Ken Robinson แสดงความเห็นที่ให้ทั้งความบันเทิงและกระตุ้นความคิด เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่หล่อเลี้ยงความคิดสร้างสรรค์ (แทนที่จะเป็นการทำลาย)

ส่วนหนึ่งของการบรรยายที่ผมชอบมากก็คือ

แต่การย้ายมาอเมริกาทำให้เราฉุกคิดครับ เมื่อคุณได้ท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก คุณจะพบว่าระบบการศึกษาทุกที่บนโลกนี้ มีการจัดระดับของวิชาต่างๆแบบเดียวกันทุกที่เลยครับ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน คุณอาจคิดว่ามันน่าจะต่างกัน แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ ระดับบนสุดก็คือ คณิตศาสตร์ และ ภาษา จากนั้นก็มนุษยศาสตร์ และล่างสุดคือศิลปะ เป็นแบบนี้ทั้งโลกเลยครับ และเป็นแบบนี้ในทุกระบบด้วยครับ นอกจากนี้ข้างในสาขาศิลปะเองก็ยังแบ่งออกเป็นระดับต่างๆในสถานศึกษา จิตรกรรม และ ดนตรี จะมีสถานะที่สูงกว่า การแสดง และการเต้นรำ ไม่มีระบบการศึกษาใดเลยในโลกนี้ ที่เราสอนให้เด็กๆเต้นรำทุกวันเหมือนกับที่เราสอนคณิตศาสตร์ ทำไมล่ะครับ ทำไมเราถึงไม่ทำอย่างนั้น ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมากทีเดียว ใช่ครับ ผมยอมรับว่าความรู้ด้านคณิตศาสตร์นั้นสำคัญ แต่ผมว่าการเต้นก็สำคัญเหมือนกัน เด็กๆเต้นตลอดเวลา ถ้าพวกเขาได้รับอนุญาต พวกเราก็มีร่างกายด้วยกันทั้งนั้นใช่ไหมครับ ผมไม่ได้พลาดอะไรไปใช่ไหม(หัวเราะ) จริงๆ นะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเด็กๆ โตขึ้นๆ พวกเราก็ค่อยๆ สอนเด็กเหล่านั้นให้ใช้ความสามารถตั้งแต่เอวขึ้นไป แล้วเราก็เน้นเฉพาะการใช้สมอง และค่อนข้างจะไปทางซีกหนึ่งของสมองด้วย”

ข้อต่อไปนี้เป็นข้อสุดท้าย เป็นหนังสือที่ทำให้ผมมีความหวังเรื่องการเป็นนายตัวเองสูงที่สุด ใช่ เขาคือ Tim Ferriss หรือผู้เขียน The 4 Hour workweek

5. ฝ่าความหวาดกลัว เรียนรู้ทุกสิ่ง โดย ทิม Tim Ferriss

จากงานสัมมนา EG: เรื่องราวแสนสนุกและสร้างแรงบันดาลใจ ของกูรูด้านการเพิ่มประสิทธิผล ทิม เฟอร์ริส แสดงให้เห็นว่า คำถามง่ายๆแค่คำถามเดียว — “อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้” — คือทั้งหมดที่คุณต้องการ ในการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง

ส่วนหนึ่งของการบรรยายที่ผมชอบมากก็คือ

“ความกลัวคือเพื่อนของคุณ ความหวาดกลัวคือตัวชี้วัด บางครั้งมันทำให้คุณเห็นว่าอะไรที่คุณไม่ควรทำ มากครั้งกว่าที่มันจะแสดงให้คุณเห็นจริงๆว่าอะไรที่คุณควรทำ และผลงานที่ดีที่สุดที่ผมเคยทำได้ในชีวิต ช่วงเวลาที่สนุกสนานที่สุด มักจะมาจากการถามคำถามง่าย : อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะด้วยความกลัวที่คุณได้รับเมื่อตอนที่ยังเป็นเด็ก ลองใช้กรอบความคิดเชิงวิเคราะห์ดู ความสามารถที่คุณมี ปรับใช้กับความกลัวเดิมๆ ปรับใช้มันกับฝันที่ใหญ่โต”

ขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามมากๆนะครับ ขอให้คุณ Startyourway บนเส้นทางของตัวเองสมใจ สู้ๆ

 

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *