Article

เมื่อผมถามพี่ Cookiecoffee ซึ่งเป็น Blogger Travel Life Style และ IT มีรายได้นายตัวเองสายหารายได้จากบล็อค งานอีเว้นท์

By  | 

เมื่อผมถามพี่ Cookiecoffee ซึ่งเป็น Blogger Travel Life Style และ IT มีรายได้นายตัวเองสายหารายได้จากบล็อค งานเขียน ออกงานอีเว้นท์ รีวิวสินค้าและผลิตภัณฑ์ว่าถามจริงๆ ในโลกยุคนี้ พี่มีมุมมองยังไงเกี่ยวกับการเป็นนายตัวเอง คำตอบที่ผมได้คือ

ปัจจุบัน ผมมี Income เข้ามาหลายทาง ทั้งงานกึ่งๆ ประจำอย่างการเป็น Consultant ในสาย Online Marketing ให้กับบาง Brands และยังมีงานเขียนนิดหน่อยกับ Magazines ที่สนิทกัน แต่กลายเป็นว่ารายได้ที่มากที่สุดกลับมาจากงานอดิเรกอย่าง Blogging

พักหลังๆ มานี้ ไม่ว่าใครก็สามารถมี Channel ของตัวเองได้ อาจเป็น Facebook / Instagram หรือ YouTube ต่างจากยุคก่อนที่การลงทุนสร้างสื่อของตัวเองต้องมีทั้งเงิน ทั้ง Know How

ไม่น่าเชื่อว่า Blogger บางคนในไทยมี Followers หลักแสน, มากกว่า Brand ใหญ่ๆ บางเจ้าเสียอีก โดยที่ไม่ต้องใช้งบลง Ad โฆษณาเลยด้วยซ้ำ

การจ้าง Blogger เขียน Blog หนึ่งอันหรือออกงานหนึ่งครั้ง มีค่าตัวให้หลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาท ส่วนตัวผมเองอาจมี Life Style ที่น่าสนใจสำหรับ Brands ยุคใหม่ เพราะชอบเที่ยวเมืองนอกแบบ Backpacker โดยพก SmartPhone & Laptop ไปทำงานมุมไหนของโลกก็ได้ในแบบ Mobile Office เป็นชีวิตที่คนส่วนใหญ่ฝันถึง

นี่เป็นโอกาสแบบ Win – Win…!!!

ผมก็มี “เงินค่าขนม” สำหรับท่องเที่ยวไปรอบโลก Sponsor ก็ได้ภาพ ได้ Content ใหม่ๆ ในแบบ International หลายๆ Brands ชอบมาก เวลาที่ผมนำ Product ของเขาติดตัวไปใช้ที่ USA หรือ Europe แต่ส่วนตัว Blog ผมจะเลือกรับเฉพาะ Brand ที่เกรดดี จับกลุ่มตลาดบน ซึ่งทีแรกหลายๆ คนก็มองว่า Brands พวกนี้ไม่น่าจะเอาด้วยกับตลาด Online ทว่า เอาจริงๆ แล้วตรงข้าม

เพราะยิ่งนานวัน Brand ที่ติดต่อมาก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งรถและ Condo ในระดับราคาสูง 7 – 8 หลัก โดยที่ทั้งหมด ผมไม่เคยติดต่อหา Sponsor เองเลย Brand ที่ดีจะดึง Brand ที่อยู่ในระดับเดียวกันเข้ามา

แต่ Blog ก็ยังเป็นแค่งานอดิเรกเหมือนเดิมครับเพราะเมื่อไรที่เราเอาเรื่องเงินมาเป็นปัจจัยหลัก, คำว่างานอดิเรกจะไม่สนุกอีกต่อไป

สำหรับรายได้จาก Blog, ผมขอไว้เป็นแค่ “เงินค่าขนม” สำหรับการ Backpack รอบโลกไปเรื่อยๆ ก็พอแล้ว

เงินเดือนไม่มีเสน่ห์พอจะทำให้พี่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือนเหรอ…???

ผมไม่เคยคิดว่าการมีเงินเดือนเป็นเรื่องไม่ดี หากบริษัทนั้นๆ ให้ “เวลา” และ “โอกาส” กับเรา แต่ชีวิตแบบ “Salary Man & Office Lady” ในไทยส่วนใหญ่จะไม่เป็นอย่างนั้น, เราต้องทำลายเวลาช่วงเช้าไปกับการเข้าคิวขึ้นรถบนถนน 3 – 4 ชั่วโมง เช่นเดียวกับตอนเย็น

ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ

ในฐานะ Freelance ที่นอนตื่นบ่ายๆ และค้นพบว่าถนนมันก็โล่ง รถไฟฟ้ามันก็ว่าง ผมสามารถเดินทางไปยังจุดหมายเดียวกันกับ Salary Man โดยใช้เวลาครึ่งเดียวและไม่เหนื่อยเลย

พอขยาย Scale นี้ให้กว้างขึ้น, ผมก็มาค้นพบอีกว่า ผมสามารถจองตั๋วเครื่องบินไป USA หรือ Europe ในวันธรรมดาได้ในราคาถูกกว่าวันศุกร์เสาร์เท่าตัว [ผมเคยซื้อตั๋วไปกลับ Scandinavia รวมภาษีทุกอย่างแล้ว 11xxx บาทและล่าสุดก็เพิ่งกลับจาก Backpack ไป New York โดยได้ตั๋วไปกลับรวม 19xxx บาท]

ถ้ามองเรื่องนี้เป็น Business, ก็แปลว่าเราแค่โยกเวลานิดเดียว กลับลดต้นทุนได้มหาศาล ทำไมเราต้องแย่งรถคันเดียวกันเพื่อออกไปติดบนถนนสายเดียวกัน ?

เช่นเดียวกับเรื่อง “โอกาส”

หลายๆคนกว่าจะฝ่าฝันปัญหารถติดไปถึง Office ได้ก็หมดแรง และพอไปถึงก็ต้องทุ่มเทกับงานตรงหน้า ซึ่งอาจจะเป็นการจัดการเอกสารย้ำๆ ซ้ำๆ กันทุกๆวัน ก่อนจะกลับบ้านด้วยการรบราฆ่าฟันบนถนนเส้นเดิม

ไม่มีจังหวะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

แม้แต่การพักร้อนก็ต้องไปช่วงสงกรานต์ พร้อมๆ กับ Salary Man & Office Lady อีกสิบล้านคน, สุดท้ายก็แค่เปลี่ยนสถานที่ในการแย่งรถและโรงแรม

ทว่า ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกบริษัทที่เป็นเช่นนี้

เพราะผมเองก็มีเพื่อนที่ทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่จาก USA, รับเงินเดือน 6 หลักทั้งที่ยังอายุเพิ่มสามสิบต้นๆ โดยไม่มีการตอกบัตรเช้า จะเข้างานเมื่อไรหรือนั่งทำงานร้านกาแฟไหนก็ตามสบาย ตราบใดที่ยัง Check Email และตามงานได้

เมื่อปีก่อนโน้นที่น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ, บริษัทนี้มี Import อาหารจากเมืองนอกมาตุนไว้ในตึก Office และถ้าใครอยากจะหนีจากเมืองไทยไปสักพัก ก็มี Condo ที่ Singapore ให้ย้ายไปอยู่ชั่วคราวด้วย ถ้าเราเก่งจริงๆ ขนาดที่บริษัทใหญ่ๆ ถึงขั้นต้องซื้อตัว มันก็ไม่เลวนะครับสำหรับชีวิตมนุษย์เงินเดือน

อะไรคือสิ่งที่กั้นกลางระหว่างคนที่อยากได้ไลฟ์สไตล์แบบพี่กับคนที่เป็นแบบที่คุกกี้คอฟฟี่…???

พวกเขาเก่งเกินไป

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเพราะผมเป็นคนไม่ค่อยฉลาด การโง่ตลอดกาลเป็นเรื่องที่ดี เราควรจะโง่อยู่เสมอ ถ้าเมื่อไรที่เราหยุดโง่, แปลว่าเราจะไม่เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อีกเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่แย่มาก เพราะว่าความจริงแล้วในโลกยังมีเรื่องราวอีกเป็นร้อยเป็นพันล้านอย่าง

การโง่ทำให้เราต้องคิด ต้องถาม ต้องออกไปหาคำตอบ

อีกอย่างคือผมเป็นคนขี้อิจฉา คนไทยมักจะรู้สึกแปลก เวลาผมบอกตรงๆ แบบนี้ แต่ผมไม่คิดว่าความอิจฉาเป็นเรื่องไม่ดี เมื่อเราอยากได้อยากมี เราก็จะต้องหาทางปีนป่าย

ผมเคย Backpack ไปปีนภูเขา Fuji เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า เป็นปรกติธรรมดา ที่ว่าฟ้าด้านบนจะสวยกว่า เราน่าจะหาใครสักคนสำหรับไว้สำหรับอิจฉา แต่ไม่ใช่เพื่อลากเขาคนนั้นลงมา ทว่าเพื่อเป็นเส้นทางที่ชัดเจนให้เราปีนตามไป

ขอสูตรลับที่จะทำให้ทุกคนกล้าเป็นศิลปินที่ออกแบบชีวิตตัวเอง

ผมเป็นคนดูงานศิลปะไม่เป็น แต่ก็ไม่ทราบว่าทำไมทุกครั้งที่ไป Backpack ถึงชอบเดินชม Art Museums และสำหรับคำถามนี้, ผมว่ามันมีคำตอบในตัวชัดเจนแล้วครับ

“ออกแบบชีวิตตัวเอง” คนที่เป็น Artist ผู้ยิ่งใหญ่ต้องรู้เสมอว่าตัวเองกำลังทำอะไร

ไม่ว่าใครก็มีปากกากับกรอบกระดาษติดตัวมาตั้งแต่เกิด ปัญหาคือ เรารู้รึเปล่าว่าจะวาดอะไรลงไป…??? คำตอบของโลกนี้มีมากมาย หรือจริงๆ แล้วอาจจะไม่ต้องวาดก็ได้

นาย A อาจจะสังเกตว่ากระดาษแผ่นนี้มันบางเกินไปสำหรับการลงสี, จึงไปตั้ง Lab พัฒนากระดาษที่หนาขึ้น ส่งขายให้ Artists ทั่วโลกจนร่ำรวยกลายเป็นนักธุรกิจร้อยล้าน

ส่วนนาย B วาดรูปไม่เป็นจริงๆ ไม่ว่าจะลงมือกี่หนก็ล้มเหลว จนเกิด Idea ขึ้นมาว่า บนโลกใบนี้มีคนที่เหมือนเขาอีกสิบล้านคน ทำไมไม่จ้าง Artist หนึ่งคนมาเปิดโรงเรียนสอนวาดรูปแทนไปเลยละ ?

แม้แต่ Product ที่ผิดพลาดหรือความไร้ฝีมือของตนก็สร้างเงินได้ สำคัญคือเรารู้ตัวว่าอยู่ตรงไหน คนส่วนใหญ่ไม่ทราบจริงๆ ว่าตนจะวาดรูปอะไร…??? หรืออาจไม่รู้เลยก็ได้ว่าตนมีกรอบกระดาษและปากกาติดตัวมาตั้งแต่เกิดด้วย ถ้าไม่รู้กระทั่งว่าจะลงเส้นแรกยังไง, ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันครับว่าแล้วคนๆ นั้นจะ “ออกแบบชีวิตตัวเอง” ด้วยวิธีไหน และเขาก็ไม่ควรถามคำถามนี้เลยด้วยซ้ำ

www.Cookiecoffee.com

ขอบคุณมากๆนะครับ

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *