Article

เป็นนายตัวเองสาย Freelance อย่างไรให้ Freedom

By  | 

“มีใครในนี้ออกจากงานประจำ แต่มาทำงานแบบรับงาน Freelance แทน ยังงี้เรียก เป็นนายตัวเอง ด้วยหรือป่าวครับ…” หนึ่งประเด็นคำถามดี ๆ จากคุณ <ขออนุญาตสงวนชื่อไว้ครับ> หนึ่งในสมาชิก Startyourway ที่ได้ทิ้งไว้นั้น สะกิดให้ผมนึกขึ้นได้ว่าผมยังติดหนี้ชาว Startyourway อยู่จากบทความที่แล้ว “หลุมพราง จากการที่ไม่ได้เป็นนายตัวเอง” นั่นก็คือบทความที่ผมจะเขียนต่อไปนี้นี่เอง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่พวกเรารู้จัก Startyourway ชุมชนที่ผู้ชายตกงานคนหนึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อจุดไฟแห่งอิสระภาพทางความคิดและการทำงาน เราได้เห็นและได้รู้จักผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการเป็นนายตัวเองหลายต่อหลายคนบนเส้นทางธุรกิจที่พวกเขาสร้างขึ้น จนมีคนสงสัยว่า “แล้ว Freelance ล่ะเป็นนายตัวเองหรือไม่”

คนทำ Freelance จัดว่า “เป็นนายตัวเอง” หรือเป็นเพียง “กบเลือกนาย”

มีหลายคนบอกว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนมีเงินเดือนมั่นคงแน่นอน เป็นฟรีแลนซ์ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง เงินดีก็จริงแต่ถ้าไม่มีลูกค้าก็เท่ากับไม่มีกิน เพราะชีวิตขึ้นอยู่กับลูกค้า ซึ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ออกมาทำ Freelance แล้วคิดว่าชีวิตตัวเองถูกยึดติดกับลูกค้า ผมฟันให้ได้เลยว่า คุณกำลังเป็น “กบเลือกนาย” ที่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนตรงที่คุณไม่ต้องเข้าออฟฟิศทำงาน ไม่มีเงินเดือนและสวัสดิการ รวมถึงคุณต้องทำงานหนักกว่าพวกเขาหลายชั่วโมงต่อสัปดาห์

แล้วจะทำอย่างไรให้ Freelance กลายเป็นนายตัวเอง

ไม่ว่าคุณอยากจะเป็นนายตัวเองสายไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ทัศนะคติ” เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า “คุณจะเป็นในสิ่งที่คุณคิด” เพราะฉะนั้นการที่เรามานั่งคิดว่าลูกค้าคือคนสำคัญ ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด งานมีปัญหาต้องรีบแก้ให้เขา เขาจะได้ประทับใจแล้วใช้บริการเราต่อไป สำหรับผมแล้วนั่นคือการที่เรากำลังลดคุณค่าตัวเองและยกระดับลูกค้าขึ้นมาเป็นเจ้านายของเรา เพราะการทำ Freelance แบบนายตัวเองนั้น เราควรจะเป็นฝ่ายเลือกมากกว่าถูกเลือก เราจะต้องสามารถเลือกลูกค้าได้ เลือกเวลาทำงานได้ เลือกที่จะออกแบบชีวิตตัวเองได้ โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเรากำลังปฏิเสธเขาอยู่

พูดมันเหมือนจะง่าย แล้วจะเริ่มต้นอย่างไรล่ะ

ปัญหาโลกแตกของ Freelance ที่ผมเคยเจอไม่ว่าในฐานะของผู้จ้างงานหรือผู้รับจ้าง นั้นมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการสื่อสาร การคุม Requirement การกำหนด Timeline ซึ่งต่อจากนี้ไปผมจะขออธิบายเป็น Step ตั้งแต่หางานเลยก็แล้วกันครับ

Step 1 : จีบว่าที่ลูกค้าให้ติด

การทำ Freelance ก็เหมือนการจีบสาว ที่เราจะต้องรู้จังหวะ โอกาส และโจมตีให้ถูกจุด อย่างเช่น ลูกค้าประกาศหาคนทำงานให้ เราควรจะอ่านรายละเอียดในประกาศนั้นให้ครบทุกตัวอักษร เพราะเขามักจะบอกไว้อยู่แล้วว่าสะดวกติดต่อทางไหน ต้องการคุณสมบัติประเภทใดบ้าง ต้องการตัวอย่างงานหรือไม่ ในบางรายอาจให้เราเสนอราคาไปด้วย

วิธีที่ผมใช้มักจะเลือก 2 ทางไปพร้อม ๆ กันคือ แนะนำตัว+ส่งผลงานไปทาง E-mail ร่วมกับช่องทางที่ลูกค้าสะดวกที่จะติดต่อ เพราะหากเราติดต่อผ่านช่องทางอื่น ในมุมมองของลูกค้าอาจมองว่าเราเป็นคนที่คุยไม่รู้เรื่อง ทำให้โอกาสจีบติดลดน้อยลงไปด้วย

ส่วนการเสนอราคานั้น ควรจะตีจากมูลค่างานที่เราสามารถทำได้ใน 1 ชั่วโมง หรือที่เรียกกันว่า Man-Hour ซึ่งเป็นหลักการบริหารโครงการทั่ว ๆ ไปที่บริษัทส่วนใหญ่ใช้กัน อย่างเช่น ผมสามารถทำงานได้ชั่วโมงละ 100 บาท ก็ตีไปเลยว่างานชิ้นนี้ใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงจะเสร็จ จะทำให้ได้ราคางานชิ้นนั้น พยายามอย่าตีมูลค่างานเป็นวัน (Man-Day) โดยไม่ผ่าน Man-Hour เพราะมูลค่างานจะคลาดเคลื่อนจนสูงหรือต่ำเกินไป ถ้าสูงเกินลูกค้าจะมองว่าแพง = ไม่จ้าง ถ้าต่ำไป = งานต่อไปเราจะถูกกดราคาโดยตัวเราเอง

Step 2 : คุม Requirement

Freelance หลายคนล้มไม่เป็นท่าเพราะคุมเจ้า 2 ตัวปัญหานี้ไม่อยู่ นั่นก็เพราะว่ามี Freelance จำนวนไม่น้อยที่รีบคุยรีบรับงานโดยไม่เคลียร์ความต้องการของลูกค้าเสียก่อน จดสุดท้ายต้องตามแก้งานกันไม่สิ้นสุด ชีวิตส่วนตัวหายไปเพราะต้องอุทิศให้ลูกค้าคนสำคัญ

ในจุดนี้เราควรจะให้ลูกค้าเสนอความต้องการออกมาก่อนให้หมด แล้วเราก็มาลิสต์ดูว่าอะไรบ้างที่เราทำได้หรือไม่ได้ จุดไหนที่ทำไม่ได้อย่างเพิ่งปฏิเสธที่จะทำ แต่ลองเสนอแนวทางอื่นที่มันเข้าทางของเราดู แล้วบอกด้วยว่ามันดีอย่างไรกับลูกค้าบ้าง ให้เขารู้สึกว่าเรานำเสนอสิ่งดี ๆ ให้เขา และแนวคิดหรือความต้องการของเขามีจุดบกพร่องอยู่ เพราะการที่เราไปชี้ขาดว่าอันนั้นไม่ดีอันนี้ไม่ได้ ลูกค้าคงไม่ชอบใจนักที่จะได้ยินคำเหล่านี้

พอ Requirement ชัดเจนแล้วแนะนำให้ทำเอกสารลงนามกับลูกค้าไว้เลยว่างานที่จะจ้างครั้งนี้มีสเปคตามนี้หากเกินจากนี้ขอคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มตามรายละเอียด พร้อมกำหนดจำนวนครั้งที่สามารถแก้ไขงานให้ได้ ขั้นตอนนี้ควรทำให้เร็วที่สุดก่อนที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เราพลาดที่จะรับงานเจ้าอื่นต่อจากนี้ด้วย

Step 3 : กำหนด Timeline อย่างไรให้สมกับเป็นนายตัวเอง

Freelance จะออกแบบชีวิตตัวเองได้หรือไม่ก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้แหละครับ บางคนโผล่รับงานไปตีเวลาคราว ๆ ทั้งโปรเจ็คโดยไม่เผื่อเวลาไว้ สุดท้ายทำงานไม่ทัน ติด black list ในวงการจนไม่มีใครจ้างงาน บางคนทำไม่ทันต้องไป outsorce อีกต่อสุดท้ายโปรเจคนั้นขาดทุน

Timeline ถือว่าสำคัญมาก หากกลับไปดูที่ Step 1 ผมจะพูดถึงเรื่อง Man-Hour / Man day ไว้ ดูไว้ก่อนเลยว่างานนี้เราทำกี่ชั่วโมงเสร็จ และเราสามารถทำงานนี้ได้สูงสุดวันละกี่ชั่วโมง ตรงนี้จะทำให้รู้ได้ว่างานนี้ใช้เวลากี่วัน แน่นอนว่าควรเผื่อเวลาขี้เกียจไว้ด้วย เพราะอย่างที่ผมเคยทำ office มา วันละ 8 ชั่วโมง แต่ Man-Hour ที่เกิดขึ้นจริงในโปรเจคมีเพียงแค่ 5-6 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะส่วนที่เหลือมันหายไปกับการแวะเล่นเน็ต เข้าห้องน้ำ ดื่มกาแฟแบบสโลว์ไลฟ์

เพียงเท่านี้คุณก็จะเป็น Freelance ที่มีเวลาไปนั่งกินข้าวดูหนังกับแฟน หรือทำสิ่งที่ชอบ ออกแบบชีวิตตัวเองได้ตามต้องการแล้ว

Step 4 : แล้วถ้าลูกค้ากลับมาขอแก้งานล่ะ

ตรงนี้อย่าเพิ่งรีบแก้ทันทีทันใด เพราะเราทำ Freelance เราก็หวังจะได้เงินเหมือนกัน ดังนั้นควรจะกลับไปดูก่อนว่าสิ่งที่เขาต้องการให้แก้

นั้นเป็นความผิดพลาดของเราที่มีอยู่ใน Requirement หรือไม่ จะเกิดค่าใช้จ่ายกับลูกค้าแค่ไหน ที่สำคัญระวังอย่าให้กระทบกับลูกค้าเจ้าอื่นที่อยู่ในมือด้วย เพราะทุกการตัดสินใจของเราย่อมเกิดผลกระทบต่อทุกงานที่เกี่ยวข้องแน่นอน

Step 5 : ฟอร์มทีมขึ้นมา

สิ่งที่จะยกระดับให้คุณเป็นนายตัวเองสาย Freelance คงหนีไม่พ้นเรื่องทีม เพราะหากวันใดวันหนึ่งที่งานล้นมือขึ้นมาและมูลค่างานมีมากเกินกว่าที่จะทำใจให้หลุดมือไปได้ แต่ก็ยังอยากมีเวลาใช้ชีวิตส่วนตัวนอกจากงานบ้าง การสร้างทีมหรือการ Out Source จะมีส่วนช่วยได้มากในเรื่องนี้ แต่นั่นหมายความว่าจะต้องเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพและผ่านมาตรฐานการทำงานที่เรากำหนดไว้ด้วยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่หันมาทำให้เรากระอักเลือดจากการตามแก้งานได้เหมือนกัน

การทำ Freelance นั้นไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนเข้าใจหรอกครับ เพราะหัวใจสำคัญของงานทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่ที่การบริหารจัดการ หากเราคุมลูกค้าได้ คุมเวลาและทีมงานได้ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ที่สำคัญอีกอย่างในการทำงาน Freelance คือให้เผื่อทุกอย่างไว้ทุกกรณี อย่าทำงานเพื่อหวังให้ลูกค้าพอใจมากที่สุด แต่ควรทำในจุดที่เราและลูกค้าพอใจร่วมกันได้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าและบริการของเรานั้นคุ้มค่าต่อการรอคอย และเราจริงใจที่จะนำเสนอสิ่งดี ๆ ให้เขา มากกว่าหวังจะเอาเงินแต่เพียงอย่างเดียว เพียงเท่านี้พอไปถึงจุดหนึ่งที่คุณสามารถทะเลาะกับลูกค้าได้โดยไม่เสียงาน ต่อจากนั้นคุณจะประสบความสำเร็จในการเป็นนายตัวเองสาย Freelance แน่นอน

ว่าแล้วก็ขอตัวไปทำงาน Freelance ต่อก่อนล่ะครับ ลูกค้าผมหลับรอกันหมดแล้ว

ขอบพระคุณบทความดีๆจากคุณเฉาก๊วยมากๆครับ Facebook คุณเฉาก๊วย

11212456_10207504364147711_508394888_n (1)

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *