Article

ไดอารี่ฉบับย่อ การลาออกของโปรแกรมเมอร์สู่เส้นทางการเป็นนายตัวเอง

By  | 

แฟนเพจท่านหนึ่ง ขอร่วมแบ่งประสบการณ์นายตัวเองหลังลาออกจากงาน ผมจึงนำจดหมายฉบับนั้นมาลงในนี้ครับ

“เงิน” หลายคนอาจบอกว่ามันไม่ได้มีค่าอะไรมากมายไปกว่าการมีความสุขกับการใช้ชีวิต แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบเสมอตั้งแต่เกิด จนกระทั่งการจบชีวิตบนโลกใบนี้ก็ยังคงต้องใช้ “เงิน”

ณ เวลานี้วันอังคารที่ 28 เมษายน 2558 เวลา 09.29 น. หลายชีวิตกำลังดำเนินไปบนวิถีแห่งมนุษย์เงินเดือน และอีกหลายชีวิตก็ดำเนินไปตามวิถีของตัวเอง ผมเองก็เช่นกัน วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมได้ใช้ชีวิตแบบนายตัวเองหน้าคอมพิวเตอร์ตัวโปรด โหลดหนัง ฟังเพลง บอทเกมส์ เช็คอีเมล์ เขียนบทความ และทำสิ่งที่ตัวเองชอบ จนหลายคนอาจสงสัยว่าแล้วผมทำมาหากินอะไร สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้มันอาจจะยาวจนน่าเบื่อ ใครที่อ่านต่อไปไม่ไหวก็ผ่านได้เลยครับไม่ว่ากัน

ชีวิตผมเริ่มรู้จักการหาเงินมาตั้งแต่เด็ก รู้จักการเป็นลูกจ้างมาตั้งแต่เล็ก เริ่มจากการรับจ้างกวาดบ้านถูบ้านให้ปู่กับย่า มันอาจจะดูเล็กน้อยแต่ก็เป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับเด็กประถมที่ยากจน ฐานะที่ยากลำบากบังคับให้ผมต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาสนองความต้องการของตัวเอง พอโตขึ้น ร่างกายแข็งแรงกำยำขึ้น ผมก็ตามคณะดนตรีของอาซึ่งได้ค่าเหนื่อยเพียงแค่ 100 บาทต่องาน ทำตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น และ 5 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน ยิ่งช่วงเทศกาลนี่ไม่ต้องนอน บางครั้งง่วงใจแทบขาด แอบงีบหลังเวที สุดท้ายก็หลับไม่รอด โดนน้ำจากแก้วที่กินเหลือๆสาดหน้าเพื่อปลุกให้ตื่น เพื่อแลกเศษเงิน แรกๆรับได้ หลังๆเริ่มเกิดความสงสัย “แท้ที่จริงคุณค่าของเราอยู่ที่ไหนกันแน่”

397711_3083674091295_1292566303_n

ผมเลือกที่จะเรียนสายคอมพิวเตอร์เพราะอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ ตลอดเส้นทางที่ก้าวเดินแต่ละวันต้องพัฒนาฝีมือตัวเอง รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์กับทุกคนที่สามารถนำเราไปสู่ความฝันนั้นได้ จนสุดท้ายโชคดี ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งที่ฝากฝังผมไว้กับบริษัทซอฟต์แวร์ที่กำลังมีอนาคต ชีวิตพุ่งขึ้นสู่ความฝันสวยหรู

แต่ใครจะรู้ว่าการฝากฝังครั้งนี้จะเป็นการ “ฝากฝัง” เด็กอาชีวะบ้านนอกคนหนึ่งลงไปในกลางดงเด็กไอทีจากสถาบันดังๆ ไม่ว่าจะเป็น บางมด, เอแบค, ม.บูรพา ความรู้สึกของเด็กเส้นนั้นไม่เจอกับตัว ไม่มีวันรู้ ต้องรับมือกับความกดดันที่ถาโถมเข้ามาสารพัดจากเจ้านาย ยิ่งทำยิ่งรู้สึกไร้ค่า แถมความเหน็ดเหนื่อยที่ได้รับจากการนั่งรถเมล์ตอนตีห้าจากเพื่อไปทำงานให้ทัน 9 โมงเช้าก็เหลือทน นอนได้ 5 ชั่วโมงทุกวัน มันก็ทำให้ตระหนักได้ว่า “ทำไมเราต้องตื่นเช้ารีบไปทำงาน ในขณะที่เจ้านายยังตื่นสายไปออฟฟิศเกือบเที่ยงได้เลย…!!!”

5 ปี คือเวลาที่ผมตั้งไว้สำหรับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุดของสายอาชีพนี้ ผมนั่งมองดูพนักงานที่เข้ามาแล้วออกไปคนแล้วคนเล่า ส่วนใหญ่ก็เพื่อเปลี่ยนงานใหม่ หลายคนก็ลากลับบ้านนอก ไม่รู้ว่าวันไหนจะเป็นวันของเราบ้าง คอยพัฒนาตัวเอง คอยศึกษาเพดานเงินเดือนในวงการซอฟต์แวร์ของไทย และเมื่อปีที่ 3 ก้าวเข้ามา สายงานของผมก็ถึงทางตัน สัจธรรมอย่างหนึ่งในการทำงานบริษัทของคนไทยก็คือ คุณจะไม่สามารถเพิ่มเงินเดือนหรือก้าวหน้าต่อได้เมื่อสายงานคุณไปถึงทางตัน แม้กระทั่งการเปลี่ยนงานก็ไม่สามารถช่วยได้ หากคุณต้องการมากกว่านั้นคุณต้องไปเริ่มใหม่ในอีกสายงาน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัด หรือหากต้องการตำแหน่งที่สูงขึ้นคุณก็ต้องมีวุฒิการศึกษาที่สูงเหมาะสมกับตำแหน่ง แม้ว่าผมจะมีความถนัดในการวิเคราะห์และออกแบบระบบงาน และงานกราฟฟิกอีกเล็กน้อยนั้นก็ไม่ช่วยให้ผมเลื่อนตำแหน่งขึ้นได้ เพราะต้องใช้คนจบ ป.โท เฉพาะด้าน ผมอยากเรียน แต่มันคุ้มแล้วหรือที่จะต้องลงทุนเรียน ป.โท อีกหลายแสน เพียงเพื่อมาทำงานให้คนอื่นโดยแลกกับเงินที่เพิ่มขึ้นนิดหน่อยและภาษีที่ต้องจ่ายมากขึ้น

ปีที่ 4 ของการทำงาน บริษัทขาดทุน นายจ้างเข้าสู่สถานภาพหายนะ อ้อนวอนให้พวกพนักงานลดเงินเดือนตัวเองพร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะตอบแทนความเสียสละของพวกเราทันทีที่ทุกอย่างดีขึ้น เกิดเป็นมนุษย์เงินเดือนต้องรักองค์กร พวกเราทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อทวงคืนเงินเดือนกลับมาให้ได้ภายใน 30 วัน ไม่หลับไม่นอน ครอบครัวช่างมัน องค์กรข้าต้องมาก่อน ระหว่างการทุ่มเทแรงกายแรงใจ สิ่งที่พวกเราได้รับการตอบแทนคือ การหยิบยื่นตำแหน่งงานในองค์กรใหม่ที่มั่นคงกว่าให้กับเรา ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ต่างจากการยื่นแอปเปิ้ลเคลือบยาพิษให้ พอเราไม่กินเหยื่อที่วางไว้ ขั้นตอนต่อไปคือการดึงงานส่วนของเราออกไปให้ Out Source ทำ แล้วดึงเราไปทำงานอื่นในตำแหน่งอื่นที่ไม่ถนัด พูดง่ายๆ บีบให้ออกโดยไม่ไล่ออก แต่พวกเราอึดกว่าที่คิด

ปีที่ 5 ผมสร้างสถานการณ์วัดใจนายจ้างดูบ้าง โดยการขอลากลับบ้านดูแลแม่ที่ป่วย ซึ่งก่อนหน้านั้นผมจัดการสะสางงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องจนหมด เวลาผ่านไปเพียงสองวันทำการ ออฟฟิศก็โทรมาตามให้ไปทำงานด่วน ขาดคน เราเลยอ้อนวอน ขอต่อจนสิ้นอาทิตย์อยากอยู่ดูแลแม่มากกว่านี้โดยไม่รับเงินเดือน 5 ปีที่ทำงานร่วมกันไม่มีความหมาย เขาปฏิเสธ บอกว่าฃบริษัทเกิดความเสียหาย (ทั้ง ๆ ที่งานของเราไม่ได้เกี่ยวกับลูกค้าเลย) พร้อมแนะนำว่าให้จ้างพยาบาลมาดูแลแทนส่วนผมซึ่งเป็นพนักงานให้กลับไปทำงาน เราก็บอกว่าไม่มีเงินมากพอขนาดนั้น คุยไปคุยมาเลยสรุปได้ว่า “ถึงไม่มีเรา บริษัทก็สามารถหาคนอื่นมาทำงานแทนได้ แต่ถ้าครอบครัวไม่มีเราแล้วเขาจะเอาใครมาแทนที่ได้” ผมตัดสินใจลาออกทันทีโดยที่ไม่มีแผนรับมือกับชีวิตหลังจากนี้

ครอบครัวยังคงเป็นสิ่งเดียวที่พร้อมจะรับการกลับมาของเราเสมอ ผมซมซานกลับบ้านนอกด้วยแผลทางใจที่เป็นผลตอบแทนจากการจงรักภักดีต่อองค์กร ผ่านไปแค่เดือนเดียวผู้ใหญ่ใจดีอีกท่านหยิบยื่นโอกาสให้ผมได้เป็นครู ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความฝันเล็ก ๆ ที่ผมเคยเขียนส่งครูเมื่อ ป.2 ว่าโตมาอยากเป็นอะไร ผมกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกครั้งด้วยอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสังคม

IMG_2755

แรกๆรับไม่ได้ครับกับเงินเดือนที่น้อยกว่าเดิมถึงสามเท่า แต่พอวันเวลาผ่านไปความเป็นครูมันซึมซับจนอยากจะทำเพื่อเด็กๆ เพื่ออนาคตของพวกเขาโดยไม่ต้องเรียนครู จิตวิญญาณความเป็นครูและอุดมการณ์ยอมรับว่ามันไม่ทำให้อิ่มท้อง แต่มันก็ทำให้เราสุขใจ ถึงแม้ว่าจะต้องเสียค่าน้ำมันรถเพื่อไปตามหานักเรียน เสียค่าโทรศัพท์เพื่อโทรไปปลุกให้ตื่น เสียเวลาไปโรงพักเพื่อรับพวกเขากลับมา วันเวลาผ่านไปอะไร ๆก็เปลี่ยนแปลง อุดมการณ์บางครั้งก็แพ้อุดมเงิน

1921033_10203606866832714_2033500985_o

โรงเรียนจากสถานศึกษาอบรมบ่มนิสัยกลายเป็นธุรกิจการศึกษา สร้างผลผลิตออกไปสู่ตลาดแรงงาน มีการจับคู่ค้าระหว่างโรงเรียนและสถาบันกวดวิชาร่วมกับมหาวิทยาลัย เป็นการเอื้อผลประโยชน์กันระหว่างสถานศึกษากับธุรกิจการเรียนการสอน โดยมีนักเรียนตาดำๆตกเป็นเหยื่อ ผมพยายามฉีกทุกกฎการแนะแนว ผลักไสไล่ส่งเด็กให้ไปเรียนต่อที่อื่นซึ่งไม่ใช่สถาบันที่โรงเรียนแนะนำ เพราะเรารู้แล้วว่าสถาบันไหนมีชื่อด้านอะไร สอนให้พวกเขาเอาความฝันและสิ่งที่อยากทำเป็นที่ตั้งแล้วหาสถาบันที่เหมาะสม เรื่องถึงหูผู้บริหารแต่สิ่งที่ผมทำไมไม่สามารถเรียกว่าความผิดได้ แอปเปิ้ลอาบยาพิษ ที่มีชื่อว่า “ตำแหน่งหัวหน้า” เลยถูกหยิบยื่นให้ผมอีกครั้ง

IMG_2248

หลายคนอาจมองว่ามันคือความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จากลูกทีมเป็นหัวหน้า แต่กลวิธีนี้ในสังคมไทยมันแฝงไปด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งของเราและลูกน้อง การถูกตัดงบประมาณโครงการ ชะลอโครงการ งดรับคนแต่เพิ่มภาระงานให้มากขึ้นทั้งทีม ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบริหารจัดการทั้งงานทั้งคนการบำรุงขวัญกำลังใจ

ทุกปัญหามีโอกาสซ่อนอยู่

เป็นช่วงจังหวะเดียวกับธุรกิจที่บ้านขาดคนช่วย เพราะคนที่เคยมีอยู่ต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ที่สำคัญรายได้หลักที่เลี้ยงดูครอบครัวก็มาจากทางนี้เสียด้วย ตอนนั้นผมต้องเลือกแล้วล่ะว่าจะเลือก “งานที่เรารัก” หรือเลือก “ครอบครัวที่รักเรา” จะเลือกอะไร ในใจก็เสียดายงานที่มีคุณค่าต่ออนาคตของประเทศชาติ แต่สุดท้ายก็ต้องทำใจหิน เลือกเดินออกมาจากสิ่งที่รักเพื่อครอบครัวที่รอผมอยู่

ปัจจุบันครบหนึ่งปีกับการเป็นนายตัวเองของผมแล้ว ด้วยการเขียนบทความ ดูแลเว็บไซต์ และหลายอย่างที่อยากทำมานาน รวมถึงการเป็นพ่อค้าของกินตามตลาดนัด อาชีพที่ผมเคยมองข้ามและดูถูกว่าเป็นอาชีพหาเช้ากินค่ำ หาความมั่นคงไม่ได้ ตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีเงินสดหมุนเวียนใช้จ่ายโดยไม่ต้องเป็นหนี้เพิ่มจากเมื่อก่อน ความรู้ที่ร่ำเรียนมาและประสบการณ์ที่ได้รับเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอาชีพนี้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการธุรกิจ การใช้คน จิตวิทยาที่ใช้รับมือกับลูกค้า การปฏิเสธโดยที่ลูกค้ายังรู้สึกดี พฤติกรรมลูกค้ากับการบริโภค ไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่ผมเรียนมาจะได้ใช้กับอาชีพบ้าน ๆ แบบนี้

389524_3083664651059_51934683_n

สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนจะได้รับ

– เงินเดือน / โบนัส (บางปี) / วันหยุดตามที่กฎหมายกำหนด
– การได้นั่งในห้องแอร์วันละ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ถึงแม้ว่าวันนั้นจะไม่มีงานให้ทำ ฝนจะตก แดดจะออก คุณก็ต้องไปนั่งอยู่ในนั้นให้ครบชั่วโมง (เหมือนโดนกักบริเวณ)
– คุณต้องลาตามระเบียบของบริษัทเพื่อครอบครัวที่คุณรัก ไม่อย่างนั้นบริษัทสามารถบอกเลิกจ้างได้ตามกฎหมายกำหนด
– คุณจำเป็นต้องยกระดับการศึกษาของตัวเองเพื่อให้รองรับกับตำแหน่งงานที่ต้องการ
– คุณจะได้รับเครดิตจากสถาบันการเงินต่าง ๆ เพียงเพราะคุณมีเงินเดือนและที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง สามารถกู้หนี้ยืมสินใครก็ได้ตามที่คุณต้องการและสถาบันคิดว่าคุณจ่ายให้เขาได้
– คุณจะมีตารางเวลาที่แน่นอนในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ดังนั้นชีวิตจึงดำเนินไปอย่างมีแบบแผน ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดแผน
– คุณต้องอยู่ให้ถูกที่ถูกเวลาจึงจะมีความก้าวหน้าในการทำงาน ไม่อย่างนั้นต่อให้ขยันแทบตายก็ไปไม่ทันเด็กรุ่นใหม่
– คุณจะเกษียณตัวเองได้ก็เมื่อไม่มีใครต้องการจ้างคุณแล้ว
– เมื่อคุณเกษียณแล้วคุณจะได้รับคำถามว่า “แล้วจะไปทำมาหากินอะไร”

สิ่งที่มนุษย์เงินวันจะได้รับ

– เงินวันที่ทำงานวันเดียวรายรับก่อนหักค่าใช้จ่ายมากกว่าเงินเดือน / วันหยุดตามที่อยากกำหนด
– ทำงานท่านกลางแสงแดดและสายฝน บางวันก็ต้องทนลมพายุ แต่ถ้าวันไหนที่คิดว่าไปแล้วไม่คุ้มก็สามารถหยุดได้
– สามารถหยุดได้ตามต้องการเพื่อครอบครัวที่คุณรัก
– ระดับการศึกษาไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่ความรู้ที่ได้จากการศึกษาจะช่วยยกระดับธุรกิจของคุณได้
– คุณจะไม่ได้รับเครดิตอะไรเลย เพราะไม่มีทั้งเงินเดือน ที่ทำงานก็ไม่เป็นหลักแหล่ง ตามตัวยากเจ้าหนี้ไม่ชอบ ดูไม่มั่นคง อยากจะกู้ใครก็กู้ไม่ได้ (แต่ทุกวันนี้ผมก็ไม่มีเหตุต้องกู้เงินเพิ่มเหมือนตอนเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว)
– ชีวิตคุณจะไม่มีแบบแผนที่แน่นอนและตายตัว คุณสามารถออกแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวันได้ตามใจชอบ
– คุณจะอยู่ที่ไหนก็ได้แม้กระทั่งบ้าน ขอแค่เป็นที่ที่มีคนต้องการสินค้าและบริการของคุณก็สามารถทำเงิน และสร้างความก้าวหน้าให้ตัวเองได้
– คุณจะเกษียณเมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณพร้อม (ตอนนี้ผมตั้งเป้าหมายไว้ที่อายุ 40 ปีก็พอ)

15498_774387885943806_8155861884355397752_n

ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จครับ

จากเจ้าของเพจ https://www.facebook.com/LoveLoveCars

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *