Article

บทวิเคราะห์จากวิชญ์ Startyourway ทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงอยากเป็นนายตัวเองและไม่อยากทำงานประจำ…!!!

By  | 

ผมกล้าการันตีครับว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ใฝ่ฝันอยากจะเป็นสุดยอดมนุษย์เงินเดือนอีกต่อไปแล้ว มันไม่เหมือนยุคสมัยก่อนๆที่การทำงานประจำคือสุดยอดความถวิลหาของคนในสังคมเหตุเพราะสมัยนั้นอะไรๆก็เปลี่ยนแปลงช้า ไม่เหมือนสมัยนี้ที่โลกเปลี่ยนเดือนต่อเดือน

ผมจะวิเคราะห์จากมุมมองของผมที่ได้คุยกับนายตัวเองและมนุษย์เงินเดือนมากมายนะครับเพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดและที่มาที่ไป คุณจะได้เห็นวิธีการมองโลกของเด็กรุ่นใหม่ที่มันจะเป็นประโยชน์ให้กับคุณอย่างแน่นอนครับ

1. ไอดอลส่วนใหญ่ทุกสื่อมักเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้วได้รับการชื่นชม ยกย่อง ไม่ค่อยมีไอดอลเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ประสบความสำเร็จและได้รับการชื่นชมยกย่องออกสื่อ…!!!

เวลาที่คุณหรือเด็กรุ่นใหม่รายการอายุน้อยร้อยล้าน เจาะใจ SME ตีแตก หรือตาม Youtube หรือรายการต่างๆที่เอานักธุรกิจมาออกรายการ บุคคลเหล่านั้นล้วนแบ่งปันประสบการณ์ว่าตัวเองได้ผ่านความยากลำบากอะไรบ้าง เริ่มต้นยังไง มีวิธีคิดยังไง รายได้เท่าไหร่ และฝ่าฟันอุปสรรคยังไง เอาชีวิตเป็นสิบๆปีมาย่อให้เหลือไม่กี่นาที ไฟในตัวผู้ฟังเลยติดง่าย ซึ่งในขณะเดียวกันตรงนี้ฝั่งมนุษย์เงินเดือนนั้นแทบไม่มีใครมาออกรายการหรือแสดงตัวเลยว่าฝ่าฟันอะไรมาบ้าง ได้เงินเดือนเท่าไหร่ ทำยังไงถึงจะมีเงินเดือนเท่าเขา เด็กรุ่นใหม่เลยรู้สึกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นเป็นหนทางเดินที่ยากกว่า เพราะไม่มีเทรนเนอร์ ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีการเปิดเผยรายได้ ไม่มีตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จแล้วชีวิตสุขสบาย ถึงมีจริงๆก็มักจะเป็นคนอายุเยอะที่ทำงานมาเป็นสิบๆปี ไม่ใช่วัยรุ่นที่ต้องการความสำเร็จก่อนอายุ 25 – 30 ไม่ใช่รอจนถึงอายุ 50 ปีก่อน

ลองคิดในมุมกลับถ้ามีมนุษย์เงินเดือนแสดงตัวแล้วบอกว่า “ผมทำงานประจำ มีความสุขมาก เงินเดือน 250,000 บาท เที่ยวทุกเดือนเพราะบริษัทออกให้ อยากลางานไปอยู่กับครอบครัวเมื่อไหร่ก็ทำได้ มีแต่คนรุมล้อมยกย่องราวกับไอดอล แถมมีกองทุนเกษียณให้ด้วย บลาๆๆ” พร้อมกับเล่าชีวิตของตัวเองและสอนให้เด็กรุ่นใหม่เดินตามอย่างถูกต้อง ถ้ามีคนอย่างขึ้นปรากฏขึ้นมาตามสื่อมากขึ้นหละก็ เด็กรุ่นใหม่ก็จะเริ่มเห็นด้านดีของการทำงานประจำ แต่ปัจจุบันยอมรับว่ามีคนฝั่งมนุษย์เงินเดือนที่กล้าแชร์ประสบการณ์แบบเปิดเผยน้อยกว่าฝั่งนายตัวเองหลายเท่า

2. จุดเด่นของงานประจำคือความมั่นคง ปัจจุบัน ภาพลักษณ์นั้นไม่เหลืออีกแล้ว…!!! 

ไม่ต้องพูดถึงกรณีคลาสลิคอย่าง Nokia Kodak  แค่ระดับประชาชนธรรมดาอย่างในเว็บไซต์ต่างๆก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายว่างานประจำนั้นไม่ได้มีความมั่นคงเลย จะด้วย เศรษฐกิจไม่ดี นายจ้างจ่ายไม่ไหว ธุรกิจถึงทางตัน ยอดขายไม่โตตามเป้าจนต้องลดคนงาน โดยเฉพาะในยุคที่คนพร้อมจะแชร์ข่าวสารการปิดตัวของหรือลดขนาดบริษัทต่างๆแบบไฟลามทุ่ง ทำให้เด็นรุ่นใหม่เกิดความรู้สึกเห็นใจยามที่คนเหล่านี้ถูกทอดทิ้ง เด็กรุ่นใหม่จึงมองว่าถ้าทำงานประจำแล้วมีสิทธิ์เจอความไม่มั่นคงอย่างนั้น ทำไมถึงไม่ลุยออกมาสร้างอาณาจักรของตัวเองเลยในเมื่อมันก็มีความเสี่ยงเหมือนๆกัน จะรอให้แก่ก่อน อ่อนแรงก่อน อายุเยอะก่อน หมดสภาพก่อน หรืออยู่ในจุดที่ล้มไม่ได้ก่อนแล้วค่อยสร้างธุรกิจของตัวเองทำไมกัน ในเมื่อวันนี้มีแรง มีพลัง มีความคิดสร้างสรรค์ มีไฟ ก็น่าจะใช้จุดนั้นสร้างธุรกิจของตัวเอง

3. คำคมของคนประสบความสำเร็จระดับโลกนั้นเสียงดังและแรงกว่าคำคมประสบความสำเร็จของมนุษย์เงินเดือน…!!! 

ผมขอยกตัวอย่างคำคมของคนที่มีชื่อเสียงมากๆมาลองให้ฟังนะครับ นี่คือคำคมของคนที่คิดอยากจะประสบความสำเร็จในเส้นทางเจ้าของธุรกิจหรือนายตัวเอง

Steve Jobs – อย่าเสียเวลาไปกับการดำเนินชีวิตอย่างที่คนอื่นคาดหวังให้เป็น แต่ต้องกล้าทำในสิ่งที่หัวใจของตัวเองเรียกร้อง

Richard Brandson – การตัดสินใจที่ผิดพลาด ยังดีกว่าการไม่ตัดสินใจอะไรเลย

Bill Gates – ผมสอบตกบางวิชาสมัยเรียน แต่เพื่อนผมสอบผ่านหมด ตอนนี้เขาทำงานเป็นวิศวกรให้ไมโครซอฟท์ ส่วนผมเป็นเจ้าของ

Donald Trump – ไหนๆเราก็ต้องใช้ความคิดอยู่แล้ว คิดใหญ่ไปเลย

Walt Disney – ถ้าคุณฝันได้ คุณก็ทำได้

Robert Kiyosaki – คนรวยเป็นคนกำหนดระบบการศึกษา ส่วนคนจนเรียนปริญญาเพื่อทำงานให้คนรวย

ทุกคำคมจะพุ่งเป้าหมายไปที่ความฝันของตัวเองหมด ยุให้เกิดแรงบันดาลใจ คิดใหญ่ และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ในขณะเดียวกันคำคมที่เป็นกฏเหล็กของมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การทุ่มเททำงานอย่างหนักให้กับบริษัทมากกว่าจะทำเพื่อความสำเร็จแบบส่วนตัว เด็กรุ่นใหม่จึงมองว่าในเมื่อมีคนประสบความสำเร็จระดับโลกมากระซิบบอกเขาผ่านทางหน้า Facebook Google Youtube หรืออื่นๆทุกวันอยู่แล้ว ทำไมจะต้องรับใช้ความฝันคนอื่นด้วยในเมื่อการรับใช้ความฝันตัวเองมันสบายกว่า อย่างน้อยก็เอาแต่ใจตัวเองได้และมีโอกาสที่คำพูดของพวกเขาจะกลายเป็นตำนานสอนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

4. รายได้ไม่พอใช้

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี โดยเฉลี่ยเด็กรุ่นใหม่จะได้เงินเดือนราวๆ 12,000 – 20,000 บาท แต่ถ้ามาคิดดีๆ สมมุติว่าได้เงินเดือน 20,000 บาท  ถ้าเป็นนายตัวเองก็ต้องหาเงินให้ได้วันละ 700 บาท พอครบ 30 วันก็จะได้ 21,000 บาทพอดี นั่นหมายความว่าขอแค่ทำเงินให้ได้วันละ 700 ร้อยบาท พวกเขาก็สามารถมีรายได้เยอะกว่าเงินเดือนเด็กจบใหม่เกือบทั้งกรุงเทพแล้ว มันน่าเสี่ยงและเดิมพัน…!!!

5. การยอมแพ้ให้กับอำนาจ กระแสสังคม หรือทัศนคติ เป็นเรื่องที่เด็กรุ่นใหม่รับไม่ได้…!!! 

กระแสต่อต้านมีมากทุกยุคทุกสมัย แม้แต่เครื่องดื่มชูกำลังในสมัยก่อนก็ประสบความสำเร็จเพราะคนแก่ต่อต้านไม่ยอมให้ขาย คนรุ่นใหม่ในยุคนั้นเลยซื้อกินกันอย่างหนักเพื่อแสดงออกถึงความไม่ชอบอยู่ในอำนาจใคร ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่ประกาศตัวว่าเขาไม่อยากทำงานประจำ อยากจะเป็นนายตัวเอง เจ้าของธุรกิจหรืออะไรก็แล้วแต่ จะมีคนกลุ่มหนึ่งประนามพวกเขาว่า “ขี้เกียจ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ โลกสวย ฝันหวาน ไม่ยอมรับความจริง เรียนมาทำไมเสียของ” จนกระทั่งกลายเป็นดูถูกเหยียดหยามไปโดยอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม พวกเขามองว่าเมื่อโดนต่อว่าขนาดนี้ การยอมรับมันเป็นเรื่องของความพ่ายแพ้  พวกเขาจึงต้องการหาทางเอาชนะคนที่ประเมินพวกเขาโดยที่ไม่สนใจความฝันของพวกเขาเลย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการพิสูจน์ว่า “คุณคิดผิด ฉันคิดถูก ฉันจะประสบความสำเร็จให้พวกคุณดู” เป็นต้น

6. อินเตอร์เน็ตสามารถทำให้เด็กรุ่นใหม่สร้างธุรกิจโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ประสบการณ์ คอนเน็คชั่น หรือวาสนา แถมยังสามารถค้นหาแหล่งความรู้ในการทำเงินฟรีๆได้อีกมากมาย

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับเลยว่าอินเตอร์เน็ตช่วยสร้างอาชีพใหม่ๆมากมายที่ทำง่าย สนุก และได้เงินดีเหมือนกัน พวกเขามองไกลไปถึงนายตัวเองระดับโลก เช่น Pewdiepie ที่เป็นนักเคสเกมส์และเป็นบุคคลที่สร้างรายได้อันดับ 1 บน Youtube เขาสามารถสร้างเงินหลายล้านเหรียญโดยใช้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ไมค์โครโฟน 1 อัน กล้องวีดีโอ 1 ตัว และวิธีการนำเสนออันเป็นเอกลักษณ์ โดยไม่ต้องออกจากห้องนอน Tim Ferriss ผู้เขียน The 4 Hour Workweek ที่สร้างธุรกิจเดือนละ 7 หมื่นเหรียญโดยไม่ต้องทำงานหนัก มีลูกน้อง หรือออฟฟิต เด็กรุ่นใหม่หลายคนไม่ได้ฝันถึงการเป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน บางทีพวกเขาต้องการเงินแค่เดือนละ 1-3 หมื่นบาทก็สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดได้แล้วโดยไม่ต้องทำงานประจำ ซึ่งมันก็ดูสบายใจกว่า 15,000 บาทต่อเดือนที่มาพร้อมกับความเครียดและความกดดันจากเพื่อนร่วมงานนายจ้าง ถ้าล้มเหลวก็ไม่ได้เสียอะไรนี่ ที่สำคัญสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเคล็ดวิชาอะไรอีกต่อไป ผมเองก็รู้จักนักศึกษาที่สามารถหาเงินได้เดือนละหลายหมื่นผ่านโลกออนไลน์โดยที่ไม่ได้ลำบากมาก การเรียนรู้ก็ไม่ได้ยาก เช่นเมื่อไม่นานมานี้ก็มีเด็กอายุ 19 คนหนึ่งประกาศวิธีหาเงินล้านแรกในชีวิตของตัวเองผ่าน Pantip และสอนคนอื่นเหมือนกัน  หรือแค่เข้า Youtube พิมพ์คำว่า How to make money from… ก็สามารถเรียนวิชาทำเงินตั้งแต่ต้นจนจบหลักสูตรได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง มีทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ พวกเขาเลยใช้ชีวิตโดยตั้งโจทย์ว่าถ้าจะต้องทำงาน 9 โมงเช้า – 6 โมงเย็นแต่ได้เงินเดือนแน่ๆ กับอีกเส้นทางที่ไม่รู้จะออกหัวออกก้อยแต่มีโอกาสลุ้นเป็นเศรษฐี อันหลังน่าจะพลิกชีวิตได้ง่ายกว่า

7. การจราจรอันโหดร้ายและไลฟ์สไตล์ในฝัน 

สมัยผมยังทำงานประจำ ระยะทางจากบ้านไปถึงที่ทำงานจากดูตาม Google Maps จะอยู่ราวๆ 23 กิโลเมตร ซึ่งก็ถือว่าไม่ไกล แต่มันลำบากตรงที่ว่าจะต้องนั่งรถนานเกือบ 2 ชั่วโมงสำหรับขาไป และอีก 2 ชั่วโมงสำหรับขากลับ เท่ากับว่าในหนึ่งวันจะต้องเสียเวลามากถึง 4 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง โดยรถตู้สามารถทำความเร็วได้ราว 10 กม. ต่อ ชม. เท่านั้น แต่ทันทีที่ลาออกจากงาน ผมสามารถไปถึงที่นั่นได้ด้วยเวลาไม่ถึงครึ่ง ชม. ถ้าคุณเคยลองอยู่บนท้องถนนในช่วงหลัง 9 โมงเช้า กับก่อน 6 โมงเย็น คุณจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น VIP เลย ถนนเกือบทุกเลนว่างสำหรับคนพิเศษสำหรับคุณ เด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบที่จะผจญรถติด เพราะนอกจากมันจะเหนื่อยแล้ว มันยังเซ็งและพาลให้หมดแรงก่อนการทำงานจริงๆจะเริ่มต้นด้วย

ในขณะเดียวกัน Facebook ก็ประทานหน้าต่างวิเศษให้เราสามารถส่องชีวิตคนอื่นผ่านโทรศัพท์มือถือได้ด้วย หลายคนเห็นชีวิตคนอื่นและเกิดการเปรียบเทียบ ในขณะที่ตัวเองกำลังเหน็ดเหนื่อยกับการจราจรและนั่งทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน มีคนมากมายที่พึ่งตื่น กินกาแฟ หรือกำลังทำงานในบ้านหรือสถานที่ท่องเที่ยวโดยไม่ต้องใช้ชีวิตข้องเกี่ยวกับการจราจรหรือเวลาทำงานเลย แถมคนเหล่านั้นก็พร้อมจะสอนวิธีใช้ชีวิตอย่างพวกเขาผ่าน inbox ด้วยถ้าเด็กรุ่นใหม่คนนั้นอยากรู้จริงๆและคำถามสร้างสรรค์พอ การมีรายได้เยอะขึ้นไม่ได้ตอบโจทย์พวกเขาเสมอไป เด็กรุ่นใหม่อยากได้รายได้พร้อมกับไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบได้โดยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาใคร

8. มุมมองของนายจ้างที่มีต่อเด็กรุ่นใหม่และเด็กรุ่นใหม่ที่มีต่องาน

ผมเชื่อว่าเด็กจบใหม่มีพรสวรรค์ในตัวเอง เพียงแต่มันไม่สามารถตอบโจทย์กับวิธีการทำงานในระบบได้ นายจ้างส่วนใหญ่มักจะมองเด็กจบใหม่เป็นเพียงเด็กวัยรุ่นอ่อนหัด ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่กระหายการยอมรับและโอกาสในการแสดงความสามารถ เช่นถ้าให้เด็กจบใหม่มาทำงานตัดกระดาษวันละ 9 ชั่วโมง พอพวกเขาเบื่อและลาออก ก็จะถูกหมายหัวเอาไว้ว่างานง่ายๆแค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วอีกหน่อยชีวิตเจอเรื่องยากๆจะไปทำอะไรได้ ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่จะมองว่า งานแบบนี้น่าเบื่อและไม่มีความท้าทาย การออกไปค้นหาสิ่งที่ใช่กว่าจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง งานที่ดีของเด็กรุ่นใหม่จะต้องประกอบไปด้วยความสนุก ความครื้นเครง การได้รับการยอมรับ และจะต้องเป็นงานที่อยู่ในเทรนด์ของโลก ยกตัวอย่างเช่น เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่อยากไปทำงานเคาะคีย์บอร์ดทั้งๆที่มันสบาย แต่ยินดีแทบตายถ้าตัวเองจะมีโอกาสได้ทำงานกับ Apple Store ในไทยเป็นต้น งานประจำที่เด็กรุ่นใหม่อยากจะทำจะต้องสามารถสร้างเอกลักษณ์และแสดงจุดยืนทางความคิดของตัวเองพร้อมกับได้รับการยกย่องจากสังคมและองค์กรว่าเป็นบุคคลสำคัญมากกว่าฟันเฟืองที่หมุนเงินให้องค์กรไปวันๆ การยกตัวอย่าง Apple นั้นเป็นมุมมองของผู้เขียนที่ต้องการแสดงออกถึงวัฒนธรรมการทำงาน ไม่ได้เขียนเพราะเป็นสาวกแบรนด์นี้ ซึ่งองค์กรที่ยกย่องพนักงานและทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญนั้นค่อนข้างหายากจริงๆ

9. มันคือโลกอีกยุคหนึ่ง มีการทำงานประจำไม่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้อีกต่อไป 

เด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจความมั่นคงเท่ากับความสุข และความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมั่นคง เพราะส่วนใหญ่คนที่เกิดมาในยุคนี้คือยุคที่พ่อแม่สร้างไว้ให้หมดแล้ว ทั้งบ้าน รถ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก หรือกระทั่งเงินออมสำหรับลูก เด็กรุ่นใหม่เลยมีทางเลือกมากกว่าคนรุ่นกว่าตรงที่ไม่จำเป็นต้องแบกรับความมั่นคงเพื่อดูแลครอบครัว มีโอกาสใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องเป็นผู้นำครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อยเหมือนคนสมัยก่อน คนสมัยก่อนมักมีชีวิตที่ลำบากมาก พอทำงานประจำแล้วกลับได้ความรู้สึกสบายกว่าอยู่บ้าน แต่เด็กรุ่นใหม่นั้นมีชีวิตที่สบาย พอทำงานประจำแล้วลำบากกว่าอยู่บ้าน พวกเขาเลยไม่สนใจงานลำบากที่ได้เงินแต่ไม่ได้ตอบโจทย์ตัวเอง แต่กลับมีพลังในการผจญความลำบากสูงมากถ้าสิ่งที่ทำนั้นน่าสนุกและมีโอกาสให้เขาได้เติบโตบนเส้นทางที่กำหนดปลายทางในแบบที่ต้องการได้ พวกเขาต้องการสนุกพร้อมกับมีเงินใช้ ไม่ใช่ขี้เกียจหรือเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแน่นอน

10. อิสระ 

เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับการทำงานประจำเป็นทุน คนรุ่นเก่าที่ผิดหวังเจ็บช้ำน้ำใจกับการทำงานประจำต่างหากคือกลุ่มคนที่เล่าประสบการณ์ของตัวเองพร้อมกับท้าทายให้เด็กรุ่นใหม่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางความเชื่อเรื่องทุกคนจบมาต้องทำงานเป็นลูกจ้างอย่างออกนอกหน้า พร้อมกับยกย่องข้อดีสุดๆของการเป็นนายตัวเองคืออิสระในการออกแบบชีวิต ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยว่าการเป็นนายตัวเองนั้นเอื้อให้ออกแบบไลฟ์สไตล์ได้มากกว่าการทำงานประจำจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่างานประจำไม่ดี เพราะผมเองก็เจอเด็กรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าที่มีความสุขกับการทำงานประจำเยอะแยะแถมยังมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานในองค์กรที่ตัวเองรักด้วย แต่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเด็กรุ่นใหม่รักอิสระมากกว่าที่จะอยู่ใต้อำนาจใคร ในขณะเดียวกันถ้ามีองค์กรไหนที่นายจ้างเป็นไอดอลของสังคมหรือของตัวเด็กรุ่นใหม่เอง พวกเขาก็พร้อมที่จะทำงานให้อย่างสุดความสามารถเช่นกัน

ที่แน่ๆ ผมกล้าการันตีความจริง 2-3 อย่าง นั้นคือเด็กสมัยนี้เก่งมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไฟแรง และมีอุดมการณ์ อย่าเผลอประเมินพวกเขาต่ำไป เพราะพวกเขาคือคลื่นลูกใหม่ที่พร้อมจะซัดคลื่นลูกเก่าได้ตลอดเวลาครับ พวกเขาไม่ได้ขี้เกียจแต่แค่ยังไม่เจองานที่ใช่ พวกเขาไม่ได้โลกสวยแต่แค่อยากสร้างงานขึ้นมาเองในแบบที่ตัวเองต้องการ พวกเขาไม่ได้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแต่ไม่รู้จะทนในเส้นทางที่ตัวเองไม่มีความสุขทำไม นั่นคือสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่ามองกันคนละมุมและทำให้ไม่เข้าใจกัน

สรุป เด็กรุ่นจะใหม่จะอยากทำงานประจำก็ต่อเมื่อ

  • นายจ้างเป็นไอดอลของพวกเขา เป็นไอดอลของสังคม ได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป
  • องค์กรมีชื่อเสียงและมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
  • ได้รับการยกย่องในฐานะบุคคลสำคัญ ไม่ใช่พนักงานธรรมดา
  • เงินดีกว่าเพื่อนๆร่วมรุ่น
  • งานสบาย เครียดน้อย ไม่ต้องทำงานโดยแบกความรู้สึกด้านลบ
  • ออฟฟิตน่าอยู่ ตกแต่งแบบงาน Design เพื่อทำให้คนทำงานมีความสุข
  • มองเห็นอนาคตได้ชัดเจนว่าปลายทางของเส้นทางงานนี้จะพาพวกเขาไปไหน

ที่เขียนบทความนี้ขึ้นมาไม่ได้มีความต้องการสร้างความแตกแยก แต่อยากให้มองเด็กรุ่นใหม่ที่มีไฟมีความฝันอย่างเข้าใจ ในเมื่อปี พศ. ที่เกิดนั้นแตกต่างกัน มุมมองชีวิตที่มีต่อโลกก็ย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดา เมื่อเข้าใจวิธีคิดวิธีทำ และสิ่งที่พวกเขาต้องการ ความแตกต่างก็จะไม่กลายเป็นความแตกแยก และอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจในมุมมองที่ต่างฝ่ายต่างมีอย่างมีความสุขครับ

วิชญ์ www.Startyourway.com

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *