Article

ทำน้อยแต่รวยมาก The Hour Workweek จากนายตัวเองระดับโลก (มีคลิป)

By  | 

ถ้าคุณติดตามผลงานของผมเป็นระยะ คุณจะรู้ว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมติดงอมแงมอยู่ 2-3 เล่ม และหนึ่งในเล่มที่ผมพูดถึงบ่อยที่สุด คือ The 4 Hour Workweek หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตผมอย่างแรงไม่ต่างจากรถสิบล้อที่หักเลี้ยวกระทันหัน และมันเป็นสุดยอดหนังสือที่ผมภูมิใจให้คุณได้เรียนรู้จากมัน ผมขอบอกเลยว่าถ้าไม่ได้หนังสือเล่มนี้มาเป็นไกด์ไลน์ให้กับชีวิต ผมจะไม่มีความหวังใดๆทั้งสิ้นเลยในช่วงเวลาที่เส้นทางนายตัวเองนั้นมืดมน

***ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้***
– หลักการในหนังสือเล่มนี้หลายๆหลักการ ค้านความเชื่อดั้งเดิมของคนทำงาน มีการกระแนะกระแหนเป็นระยะแถมคนเขียนเป็นประเภทไม่แคร์คน ดังนั้นถ้าคุณยังเป็นคนที่รักการทำงาน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น อาจจะมีหลายๆครั้งที่รู้สึกเหมือนถูกโจมตีจุดยืนได้ แค่คำว่า “การก้มหน้าก้มตาหาเงินเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องของคนโง่” ก็ทำให้ผมสะอึกข้ามคืนแล้ว

– อ่านยากถ้าอ่านแบบผ่านๆ เพราะหนังสือเล่มนี้เขียนให้เห็นภาพแต่ไม่ได้ย่อยมาจนไม่ต้องเคี้ยว ถ้าคุณจะอ่านแบบเอาเนื้อหา จะต้องคิดตามขนาดหนัก

– มีบางตอนไม่สนับสนุนกับคนไทย คนไทยไม่สามารถทำตามได้

– หนังสือเล่มนี้เล่าชีวิตที่เขาสร้างเนื้อสร้างตัวช่วงที่ Social Media ยังไม่ได้รับความนิยม (หรืออาจจะยังไม่มี) ซึ่งในปัจจุบันเป็นยุค Social Media ถ้าคุณเป็นคนเข้าใจการตลาดออนไลน์ดีอยู่แล้ว การใช้หลักการนี้จะง่ายขึ้นแบบสุดๆ แต่ถ้าคุณไม่เป็นเทคโนโลยีชนิดที่สมัคร Facebook Youtube WordPress ไม่เป็น แล้วไม่อยากฝึกด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม เขวี้ยงหนังสือเล่มนี้ทิ้งไปได้เลย เพราะมันต้องเอาไปต่อยอดเยอะมาก ไม่ใช่อ่านแล้วบรรลุเลย

– ผู้เขียนเป็นคนที่กำเนิดในประเทศที่ค่าเงินเป็นใหญ่ และรู้จักใช้ความแตกต่างทางค่าเงินสร้างชีวิตอย่างราชา พูดง่ายๆก็คือแค่เงินจากการเช่าห้องถูกๆเพียงเดือนเดียวในประเทศอเมริกาก็สามารถสร้างชีวิตระดับไฮคลาสในประเทศที่ค่าเงินถูกกว่าหลายๆเท่าได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นทางผู้เขียนจึงสามารถใช้ความได้เปรียบตรงนี้จ้างงานข้ามโลกและท่องเที่ยวด้วยค่าใช้จ่ายกว่าคนไทย (ยกเว้นคนไทยคนนั้นจะหาเงินเป็นดอลล่าร์)

– หนังสือสร้างแรงบันดาลใจหลายเล่มเมื่อคุณอ่านแล้วจะให้ความรู้สึกดีๆ มีความสุข ความภาคภูมิใจกับตัวเอง และรู้สึกว่าได้เข้าใกล้ความสำเร็จไปอีกขั้นแล้วทั้งๆที่ชีวิตก็อยู่จุดเดิม แต่กลับเล่มนี้ไม่ใช่ เพราะทางผู้เขียนมีการบ้านให้ทดลองทำเป็นระยะๆ ถ้าคุณสามารถทำตามการบ้านที่ต้องทดสอบระดับความกล้าได้สำเร็จ คุณถึงจะรู้สึกดีเหมือนหนังสือเล่มอื่นๆจะมอบให้ แต่ถ้าคุณอ่านแล้วไม่ทดลองคำ ความค้างคาใจว่าตัวเองเป็นไอ้ห่วยที่ปอดแหกจะตามหลอกหลอนคุณ

– หนังสือเล่มนี้เคยตีพิมพ์ในชื่อ สบายดีแต่รวยได้ ซึ่งในตอนนั้นขายไม่ดีแถมไม่ได้รับความนิยม ปัจจุบันขาดตลาดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันถูกตีพิมพ์อีกครั้งในชื่อ ทำน้อยแต่รวยมาก แล้วมันเป็นข้อเสียยังไง ล็อตแรกที่ตีพิมพ์นั้นความหนาของตัวเล่มอยู่ราวๆ 300 หน้า แต่เล่มใหม่นั้นหนามากขึ้น 500 หน้า ถ้าคุณเป็นหนอนหนังสือมันก็คือสวรรค์ แต่ถ้าคุณไม่ใช่พวกประเภทรักการอ่าน ผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่สวรรค์สำหรับคุณอย่างแน่นอน มีหลายคนที่ซื้อมาแล้วอ่านไม่จบเพราะท้อแท้กับความหนาของมันแล้วเอาขึ้นหิ้งไปบูชา

ถ้าข้อเสียมีมากมายขนาดนี้ ทำไมผมถึงแนะนำให้คุณอ่าน คำตอบเดียว เพราะไม่มีหนังสือเล่มไหนในโลกที่จะสอนอะไรแบบ The 4 Hour Workweek อีกแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์ไม่กินเงินเดือน ของผมที่ว่าแรงและสอนสร้างเส้นทางนายตัวเองตรงๆถึงแม้จะพยายามเทียบชั้นกับเล่มนี้แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะความท้าทายของผู้เขียนนั้นไม่ได้มุ่งเน้นให้คุณเป็นนักธุรกิจที่รวยล้นฟ้า แต่สอนให้สร้างธุรกิจโดยไม่สนว่าคุณจะรักมันหรือไม่เพื่อทำเงินก้อนโตเข้ากระเป๋าแล้วเอาชีวิตที่เหลือไปทำสิ่งที่อยากทำ อย่างการท่องเที่ยวรอบโลก เรียนศิลปะการต่อสู้ของประเทศต่างๆ เรียนภาษา เล่น Poker ให้เป็นแชมป์ หรือเต้นลีลาศเพื่อเอารางวัลระดับโลก…!!!

ใช่ครับ ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่คิดใหญ่มาก และเขาบอกว่าคุณจะใช้ชีวิตแบบนั้นได้คุณก็ต้องสร้างเครื่องจักรผลิตเงินสดอัตโนมัติให้เป็น หรือถ้าคุณเป็นลูกจ้าง คุณก็ต้องหาทางเจรจาต่อรองนายจ้างเพื่อให้ขอไปทำงานนอกสถานที่ได้ ซึ่งในหนังสือจะเน้นหนักในเรื่องนี้มากๆ ขอย้ำว่ามากๆ ซึ่งในปัจจุบันนี้ผมมีรายได้จากทั้งสองทางทั้งคู่ ตั้งแต่การเจรจาเป็น Graphic Design รับดูแล Fanpage โดยไม่ต้องเข้าองค์กรจนกระทั่งมีเครื่องจักรผลิตเงินสดของตัวเอง (นั่นก็คือสินค้าที่ขายในหมวด Store นั่นเเหละ ขอบอกตรงๆเลยว่ารายได้ส่วนหนึ่งมาจากตรงนั้น ไม่มีปิดบังครับ)

แน่นอนสำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ คุณสามารถเข้าไปฟัง The 4 Hour Workweek เวอร์ชั่นที่วิชญ์ย่อยมาให้ฟังแล้ว

ถึงจะอ่านให้ฟรีแต่มันก็เป็นเวอร์ชั่นสบายดีแต่รวยได้ ผมแนะนำให้คุณซื้อเวอร์ชั่นใหม่ที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Be Better ทำน้อยแต่รวยมากมาอ่านประกอบกันด้วย เพราะอ่านเองย่อมซึมซับได้ดีกว่าฟังคนอื่นอ่าน แต่ถ้าคุณขี้เกียจคลิ๊กเข้าไปฟังหรือยังไม่ซื้ออ่าน ผมมี Keywork สำคัญในช่วงบทที่ 1 ให้คุณได้ทดลองอ่านครับ

1. ถ้าคุณไม่สามารถเกษียณได้เลยชั่วชีวิต คุณจะทำยังไง…???

“ถ้าไม่สามารถเกษียณได้ คุณจะทำอย่างไร…??? ถ้าคุณสามารถเกษียณเป็นระยะสั้นๆ เพื่อลิ้มลองรสชาติความสุขของแผนการหลังเกษียณที่วางไว้ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานรอไปอีกสี่สิบปี คุณจะคิดอย่างไร…??? จำเป็นหรือที่ต้องทำงานเยี่ยงทาส เพื่อให้ได้ชีวิตเยี่ยงเศรษฐี…???

ตอนนั้นผมแทบไม่รู้เลยว่าคำถามพวกนี้จะพาชีวิตผมไปทางไหน จะนำไปสู่ข้อสรุปแปลกประหลาดหรือ แต่กฏเกณฑ์ตามสามัญสำนึกใน “โลกความเป็นจริง” มันก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่มีสังคมเป็นตัวส่งเสริมเท่านั้นเอง จะทำหรือไม่ทำ จะลองหรือไม่ลอง คนส่วนใหญ่คงเลือกว่าไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะคิดว่าตัวเองกล้าหาญหรือไม่ก็ตาม ความไม่แน่นอนและโอกาสล้มเหลวอาจกลายเป็นเสียงน่าหวาดกลัวในความมืด คนส่วนใหญ่มักเลือกทางไร้ความสุขมากกว่าจะเลือกความไม่แน่นอน หาเวลาสัก 2-3 วันในช่วงนั้นให้อยู่ด้วยเงินจำนวนเพียงเล็กน้อยแทบไม่พอยาไส้ สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ ระหว่างนั้นก็ให้พร่ำบอกตัวเองว่า นี่หรือคือสภาพที่เรากลัว”

2. คุณทำงานหนักเพื่อสะสมเค้กไว้กินตอนที่มันหมดอายุแล้ว…???

คุณทำงานไปเพื่ออะไร เพื่อสะสมเงินให้ได้เยอะๆใช่มั้ย แล้วคุณก็รอวันที่คุณพร้อมทุกอย่างเพื่อลาออก เอาเงินที่สะสมไว้ทั้งชีวิตไปจ่ายแบบกระเบียดกระเสียดในวัยแก่ แทนที่จะมีรายได้แล้วใช้มันเพื่อสร้างความสุขกับตัวเองตลอดทุกช่วงเวลาของชีวิต สุดท้ายคุณก็ทำงานเก็บตุนเค้กเอาไว้ในตู้เย็นเพื่อไปรู้เอาในวัย 50 ว่ามันเสียแล้ว ซึ่งหมายถึงความฝันที่คุณอยากทำและวางแผนที่จะไปทำในวันที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไร

3. สร้างบริษัทแล้วขายมันซะ…???

เวลาผู้เขียนไปฟังคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแนะนำวิธีการสร้างเนื้อสร้างตัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นทำนองสร้างบริษัทให้ยิ่งใหญ่แล้วขายมันซะเพื่อทำกำไรก้อนโต เขาก็เกิดความสงสัยว่าทำไมจะต้องลงทุนลงแรงสร้างทุกสิ่งให้อลังการแล้วก็ทิ้งมันไปเพื่อเสพสุขด้วย การทำงานประจำในสายตาของทิมก็เหมือนกัน ทำไมเราต้องทนทำงาน 9-6 เป็นเวลา 30 ปีเพื่อไปใช้ชีวิตแบบทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างมาเพื่อไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขด้วย เราสามารถมีความสุขแบบที่เราต้องการได้โดยไม่ต้องทำอย่างนั้นได้มั้ย

4. ถ้ารู้ว่าขึ้นรถไฟปิดขบวน ก็ทิ้งมันซะ…???

คนส่วนใหญ่ไม่กล้าลาออกจากงานแม้จะรู้ตัวว่าเลือกเดินบนเส้นทางผิด พวกเขาอับอายเกินกว่าจะยอมรับว่าชีวิตที่ผ่านมาตัดสินใจพลาด แล้วก็คิดว่าการทนทำในสิ่งที่ไม่อาจตอบโจทย์ยาวนาน 15-30 ปีติดต่อกันเป็นเรื่องปรกติธรรมดาที่สมควรยอมรับได้ ซึ่งมันไม่เป็นความจริง

โดยรวมๆเนื้อหาในบทที่หนึ่งจะมีประมาณนี้ ส่วนที่เหลือนั้นคุณสามารถอ่านได้ในหนังสือครับ ถ้าขืนเล่ามากกว่านี้จะถือว่าเป็นการสปอยต์แล้วหละ อีกอย่างเนื้อหาค่อนข้างเยอะ ถ้าคุณไม่ทุ่มสมาธิอ่านรับรองว่าหลุดกระจายแน่นอน สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกอย่างหนึ่งนะครับ ถึงแม้ผมจะมีกลิ่นแอนตี้งานประจำนิดๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมมิงว่างานประจำไม่ดี เพียงแต่แอนตี้ตรงจุดที่ว่ามันไม่ได้มีความมั่นคงเลยด้วยซ้ำ

ธุรกิจบางธุรกิจมันก็อยู่ในจุดที่มีโอกาสล้มหายตายจากไปในอนาคตได้ บางทีองค์กรที่คุณทำอาจจะมีวันนั้น คุณอาจจะถูกไล่ออก ป่วยหนัก บริษัทโดนเทคโอเวอร์ บลาๆ มีเหตุผลเป็นร้อยครับที่จะทำให้คุณทำงานประจำไม่ได้ ใน Pantip ก็มีกระทู้หนึ่งที่เจ้าของกระทู้ถามคนอื่นว่า “แม่กำลังจะตายใน 2 เดือนและตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัว ควรลาออกจากงานไปดูแลแม่ดีมั้ย…??? ” และสุดท้ายคำตอบที่ได้คือ จะไม่ลาออก แต่จะกลับบ้านทุกวันเสาร์-อาทิตย์แทน ตรงนี้มนุษย์เงินเดือนจะต้องคิดหนัก แต่ถ้าเป็นนายตัวเองที่สร้างรายได้แบบอิสระโดยไม่มีสถานที่ เรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหาเลยแม้แต่นิดเดียว

สุดท้ายผมหนังสือเล่มนี้คือเล่มที่ผมขอสนับสนุนให้คุณอ่านแบบหัวชนฝา และขึ้นหึ้งเป็นหนังสือที่คนอยากเป็นนายตัวเองไม่สามารถพลาดได้ด้วยประการทั้งปวง เอา 5 ดาวไปเลยถ้าคุณอ่านแล้วปฏิบัติตาม

เทปสัมภาษณ์พิเศษ พี่ตอง ตวงทอง สรประเสริฐ ผู้แปลหนังสือ The 4 Hour Workweek ในชื่อไทยทำน้อยแต่รวยมาก

วิชญ์ Startyourway

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *