Article

หลุมพรางจากการที่ไม่ได้เป็นนายตัวเอง จากใจอดีตโปรแกรมเมอร์

By  | 

บทความนี้เป็นบทความที่เขียนขึ้นโดยคุณ เฉาก๊วย คัฟ คุณสามารถติดตามเขาได้ที่ https://www.facebook.com/vanzboyz?fref=ts ครับ

“สวัสดิการชั้นดี ประกันชีวิตจากบริษัท พักร้อนแบบไม่อั้น โบนัสประจำปีอย่างต่ำ 3 เดือน เงินเดือนขึ้นทุกปี บลา ๆ ๆ” ผมเชื่อว่าข้อความโฆษณาในประกาศหาลูกจ้างที่แปะอยู่ตามสื่อต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเหยื่อล่อชั้นดีที่ทำให้ใครหลายคนสนใจ ไม่ว่าจะนักศึกษาจบใหม่ หรือแม้กระทั่งมนุษย์เงินเดือน มนุษย์เงินวันที่ไม่เคยได้ทำงานกินเงินเดือนต่างก็อยากเข้าไปอยู่ด้วยแน่นอน

เมื่อวานมีมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่งเขาเข้ามาตอบกลับคอมเม้นท์ของผม พร้อมเชียร์ให้ผมไปเป็น Blogger ด้วย ถึงแม้ว่าผมจะชอบงานเขียน พอใจที่จะให้ความช่วยเหลือคน แต่ข้อเสียสำคัญคือ ขี้เกียจและมักจะทำในสิ่งที่พอใจจะทำ และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาทำให้ผมพอใจที่จะเขียนบทความนี้ขึ้นมา

เมื่อราว ๆ สิบปีก่อน (ฟังดูแก่เนอะ) ผมเป็นคนหนึ่งที่ตัดสินใจทำงานในบริษัทที่ผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งฝากฝังไว้ ด้วยประโยคที่ว่า “ที่นั่นเขาอยู่กันแบบพี่แบบน้อง อยู่กันแบบครอบครัว” มันทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาหน่อย และยิ่งพอมาสัมผัสกับบรรยากาศในการทำงานแล้วบอกได้เลยว่า ไม่ผิดจากคำโฆษณาแม้แต่น้อย ด้วยความที่เจ้าของบริษัทและพนักงานระดับปฏิบัติการอย่างพวกเราอยู่ในวัยที่ไม่ห่างกันมากนัก เลยทำให้เหมือนจะคุยกันรู้เรื่อง ปรึกษากันได้ทุกเรื่อง ยิ่งเขาเป็นสาย Software Developer หรือที่เราคุ้นหูกันว่าโปรแกรมเมอร์ด้วยแล้ว มันยิ่งเข้ากันได้ง่ายขึ้น ทุกครั้งที่พวกเรามีปัญหาไม่สามารถเขียนโปรแกรมต่อได้ เขาก็ลงมาช่วยแก้ปัญหา หรือมาเขียนให้เองเลย เราอยากเทรนอะไร อยากเรียนรู้อะไรที่เกี่ยวกับงาน ไม่ว่าคอสจะแพงแค่ไหน บริษัทมีงบให้เรียนไม่อั้น ซึ่งตรงนี้หากเรามองแบบฉาบฉวยก็จะเห็นว่าเขาใจดีนะ ส่งเสริมให้เราได้พัฒนาตัวเอง เราก็ได้ความรู้มีประสบการณ์ด้วย แต่หากมองให้ลึกซึ้งสิ่งที่เขาทำไปนั้นมันก็ไม่ต่างจากการอัพเกรดคอมพิวเตอร์ให้มีสมรรถนะดีขึ้น เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเมื่อวันเวลาที่เทคโนโลยีไปไกลเกินกว่าที่จะอัพเกรดต่อไปได้ เราก็จะโดนขายทิ้งเหมือนกัน มันคือหลุมพรางที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับองค์กร คิดว่าตัวเองสำคัญ เรื่องนี้ฉันรู้ดีไม่มีใครรู้เท่าฉันหรอก บริษัทขาดฉันไม่ได้แน่ สุดท้ายก็ชะล่าใจไม่ได้เตรียมตัวไว้สำหรับต้อนรับวันที่ถูกทิ้ง

11650888_10207301006383894_1515736133_n

หลุมพรางที่สองนี้องค์กรไม่ได้ขุดไว้เพื่อดักให้เราอยู่ แต่เราต่างหากที่เป็นคนขุดมันขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองจมปลักอยู่กับที่ไม่ไปไหน เพราะนิสัยคนไทยเราถูกปลูกฝังกันในเรื่องความกตัญญูรู้คุณมามาก ชนิดที่ว่าใครทำอะไรให้นิดหน่อยก็สามารถกลายเป็นบุญคุณใหญ่หลวงได้ จนหลายคนคิดว่าการที่บริษัทรับเข้าทำงานนั้นคือการให้โอกาสกับเรา เป็นบุญเป็นคุณกันไปไม่สิ้นสุด โดยลืมไปว่าการจ้างงานนั้นคือการที่เราเอาเวลาและความสามารถไปตระเวนเร่ขายในตลาดแรงงาน บริษัทไหนอยากซื้อและเราพอใจในราคาค่างวดก็ซื้อขายกันไป เพราะอย่างนี้หลายคนเลยตั้งใจจะทำงานหามรุ่งหามค่ำ รักองค์กรจนหมดใจ หมดแรงแทบตายฉันก็ยอม พร้อมกับฝันเล็ก ๆ ว่าสักวันฉันจะได้เป็นหัวหน้า มีลูกทีม และไม่ต้องทำงานหนักอีกต่อไป สุดท้ายคอมพิวเตอร์เครื่องนี้หมดสภาพใช้งานต่อไปไม่ได้ ทำประโยชน์ให้ไม่ได้ ก็ต้องทิ้งกันไปตามหลักการบริหารธุรกิจ

หลุมพรางสุดท้ายที่จะเล่าก็คือ “ครอบครัว” หลายองค์กรโดยเฉพาะบริษัทเล็ก ๆ ที่กำลังตั้งตัวมักจะใช้คำนี้กันมาก คอยประกาศให้โลกรู้ว่า บริษัทข้านี้นะเจ๋ง อยู่กันแบบครอบครัว พนักงานเราชิล ๆ ได้ เน้นผลสำเร็จของงาน อยู่บ้านก็ทำงานได้ เหมือนบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Facebook, Apple แต่หารู้ไม่ที่เขาเอาคำนี้มาใช้ก็เพื่อหลอกล่อพวกมีไฟ บ้าพลัง ยังไม่เจนสนามให้มาอุทิศตัวเพื่อให้เขาสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจของตัวเองภายในระยะเวลาอันสั้น ด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่พร้อมจะเผาพลังชีวิตตัวเองเพื่ออุทิศให้กับองค์กร แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ถูกควบคุมว่าต้องทำงานให้เสร็จตามกำหนด ยิ่งช่วงที่ต้องส่งงานลูกค้าแทบจะเรียกว่าอยู่ออฟฟิศแทนบ้าน ที่นอน หมอน มุ้ง อาหาร ของว่าง ทีวี ทุกอย่างที่บ้านมีที่นี่มีให้หมด ระหว่างที่เราทุ่มเทให้บริษัท คนข้างหลังเรา ครอบครัวเรายังคงมองเราอย่างเป็นห่วง กลัวว่าเราจะมาเจ็บป่วยกับงานที่ทำ แต่เรากับบริษัทรึ ไม่เลย ไม่เคยคิดกันถึงเรื่องนี้เลย สนใจแค่ว่าทำงานให้เสร็จตามกำหนด ไม่โดนลูกค้าปรับก็พอ บริษัทจะได้ไม่ขาดทุน พอมีกำไรเราก็จะได้โบนัส แค่นี้ จบ!!!

15498_774387885943806_8155861884355397752_n

ผมเคยตั้งข้อสงสัยระหว่างทำงานเหมือนกันว่าทำไมทำไมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอกชนของต่างชาติ ส่วนใหญ่ถึงออกมาเป็นนายจ้างสร้างองค์กร แล้วมีลูกจ้างเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยของไทยเอง ทั้งที่อายุก็ไล่เลี่ยกัน นั่นก็เพราะสถาบันของเขาสอนให้มองโลกของความเป็นจริง โลกที่มีความโหดร้ายมากกว่าความโชคดี

แม้ว่าการเป็นลูกจ้างจะเป็นได้ง่าย ๆ แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถประคับประคองตัวเองให้อยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งได้นานนับสิบปี ยิ่งในยุคที่ technology & outsource เข้ามามีบทบาทมากขึ้น อายุการใช้งานของเราก็จะน้อยลง และเมื่อถึงทางตันวันนั้นเราก็เป็นเพียงสิ่งที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทได้ ก็ต้องทิ้งกันไปแล้วหาซื้อเครื่องใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า ราคาถูกกว่า มาใช้งานแทน

“บุญคุณคือการที่เราได้รับสิ่งที่ต้องการโดยไม่มีค่าตอบแทน ธุรกิจคือการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ เพราะฉะนั้น อย่าเหมารวมว่าทุกอย่างคือบุญคุณ ไม่อย่างนั้นคุณจะเป็นหนี้บุญคุณคนอื่นไปทั่วจนชดใช้ไม่หมดสิ้น”

Ps. ถ้าไม่ลืม ตอนหน้าเตรียมพบกับ “กว่าจะเป็นนายตัวเอง ตอน เป็นนายตัวเองสาย Freelance อย่างไรให้ Freedom นะครับ

Fanpage ผู้เขียน www.facebook.com/yokofashionshop

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *