Article

Vince Stanzione เศรษฐีเจ้าของหนังสือ Millionaire Drop Out แนะวิธีการเป็นนายตัวเองในโลกยุคใหม่ (ไม่มีคลิป)

By  | 

Millionaire Drop Out หรือแปลไทยในชื่อเศรษฐีไร้ปริญญาของสำนักพิมพ์ Successmedia ถ้ามองแต่หน้าปกนั้นจัดว่าออกแบบได้แย่ ไม่น่าซื้อ แต่พอมีคำว่า New York times best seller แปะอยู่บนหน้าปก มันก็คือการการันตีแล้วว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมในวงกว้าง ข้อดีของมันคือเนื้อหาจับฉ่ายสุดๆ ถ้าคุณไม่เคยอ่านหนังสือแนวพัฒนาตัวเองมาก่อน มันคือหนังสือที่ใช้หน้ากระดาษ 1 ใน 3 เอา How to ของทุกเล่มในโลกมาย่อให้เหลือแต่หลักการไม่กี่ข้อแล้วให้คุณปฏิบัติตาม และนี่ก็คือข้อเสียเช่นเดียวกัน มันจับฉ่ายเกินไปและไม่สุดซักทาง…!!! ถึงกระนั้นทัศนคติและวิสัยทัศน์ของเขามันโครตเจ๋งเลย โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าโลกยุคนี้มันเป็นโลกยุคที่ใครๆก็สามารถทำธุรกิจได้ สามารถเปลี่ยนบ้านให้เป็นออฟฟิตได้ หรือแทบจะไม่ต้องมีสถานที่ในการทำงานเลยก็ยังทำได้ ปัจจุบันคนนิยมซื้อของออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต เว็บไซต์ส่วนตัวก็สามารถทำได้ง่ายภายในไม่กี่ชั่วโมง อุปสรรคในการเข้าถึงตลาดก็ไม่มีอีกต่อไป คุณสามารถพิมพ์หนังสือขายเองบน Amazon ได้เลยโดยไม่ต้องผ่านสำนักพิมพ์ แถมยังสามารถข้างคนมีฝีมือผ่านเว็บไซต์ https://www.fiverr.com ในราคาที่ไม่แพงอีกด้วย

สุดๆ

ในขณะที่การเป็นผู้ประกอบการณ์นั้นง่ายขึ้น ส่วนของลูกจ้างก็เริ่มทวีความยากขึ้นเช่นกัน ทุกวันนี้บริษัทใหญ่ๆพยายามใช้มาตรการปรับโครงสร้างธุรกิจให้เล็กลง ลดแผนกให้เหลือขนาดเล็กลง พูดง่ายๆก็คือพนักงานมีสิทธิ์ถูกให้ออกจากงานง่ายกว่าเดิม ในช่วงที่กิจการดี บริษัทก็มักไม่ขึ้นเงินเดือนให้ แต่ถ้าเป็นในช่วงที่กิจการแย่ เขาก็พร้อมที่จะปลดพนักงานตลอดเวลา ถ้าคุณถูกจ้างโดยองค์กรขนาดใหญ่ คุณย่อมทราบดีว่าระยะเวลาในการทำงานยิ่งยาวนานเท่าไหร่ นายจ้างก็จะมีความคาดหวังในตัวลูกจ้างมากขึ้น ทำงานดึกขึ้น และเพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้น

ในฐานะลูกจ้าง คุณทำงานเหมือนเจ้าของธุรกิจ แต่ผลกำไรกับอิสระนั้นไม่เท่าเจ้าของธุรกิจแน่นอน

ขอบคุณรูปภาพประกอบของ Vince Stanzione จากเว็บไซต์ http://winonmarkets.net ด้วยนะครับ

Vince ทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย พอเขาอายุเยอะขึ้น เขาประสบความสำเร็จจากการเป็นนายหน้าค้าหุ้น แต่พอตลาดหุ้นล่มสลายในปี 1987 ซึ่งทำให้เขาหมดตัวและสูญเสียทุกอย่าง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเกิดความคิดสร้างเส้นทางนายตัวเอง เขาตัดสินใจสร้างธุรกิจขายของผ่านไปรษณีย์ โดยมีไอดอลคือ Richard Brenson เจ้าของอาณาจักรเวอร์จิ้นที่ขายแผ่นเสียงผ่านไปรษณีย์ Anita Roddick ผู้ก่อตั้ง Bodyshop ที่เริ่มจากการขายเครื่องสำอางค์ทางไปรษณีย์เช่นกัน

อย่าคิดว่าการสั่งซื้อสินค้าทางไปรษณีย์จะเป็นเรื่องตกยุคนะครับ อินเตอร์เน็ตทำให้การทำธุรกิจนี้มีความทันสมัยและง่ายกว่ายุคไหนๆที่โลกเคยมีอีกด้วย ใช่ มันคือ E-commerce ในโลกยุคออฟไลน์นี่เอง…!!!

สาเหตุที่เขาเลือกธุรกิจนี้คือ เขาต้องการให้ตัวเองมีเวลาว่าง เลือกเวลาทำงานเองได้ บางครั้งอาจจะต้องทำงานหนักสุดๆ 3 เดือนและที่เหลืออีก 9 เดือนก็พักผ่อน แต่ก็สามารถทำงานสบายๆใส่ชุดนอนอยู่บ้าน บนเรือ หรือต่างประเทศก็ได้ ปัญหาเรื่องสถานที่นั้นแทบจะไม่สร้างความกังวลใจให้เขาเลย ถ้าคุณสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม คุณก็มีสิทธิ์ที่จะขยายตลาดของคุณให้เติบโตขึ้นไปได้เช่นกัน ซึ่งการทำธุรกิจแนวนี้ไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่สามารถทำกำไรให้คุณมากพอที่จะใช้ชีวิตตามความต้องการของตัวเองได้ สิ่งแรกที่ Vince อยากให้คุณทำก่อน คือการศึกษาว่าคุณจะทำธุรกิจประเภทใด ระหว่าง

  • ผลิตสินค้าด้วยตัวเองแล้วทำกำไรจากมันเต็มๆ
  • ซื้อมาขายไป กินส่วนต่างกำไร
  • ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือ Dropship 
  • ซื้อสินค้าลิขสิทธิ์ที่อนุญาตให้แก้ไขได้มาขาย <<< สำหรับประเทศไทย เลิกคิดถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับสินค้าลิขสิทธิ์ได้เลยครับ

เมื่อคุณได้โจทย์แล้ว การบ้านถัดมาคือคิดหาวิธีทำเงินจากลูกค้า คุณต้องศึกษาความต้องการของตลาด ค้นหาราคาที่เหมาะสมของสินค้าคุณ Vince แนะนำให้ลืมเรื่องบัญชี ภาษี หรือเรื่องระบบที่มีความยุ่งยากซับซ้อนทิ้งไปซะ ตราบใดที่คุณยังขายของไม่ได้ สิ่งเหล่านั้นถือเป็นความรู้ที่เกินความจำเป็น คุณจะต้องรู้ให้ได้ว่าตลาดที่คุณกำลังจะกระโดดลงไปทำนั้น คนคิดอย่างไร พวกเขาต้องการอะไร พวกเขารู้สึกอย่างไร และที่สำคัญ พวกเขามีเงินซื้อหรือเปล่า เพราะถ้าคุณเข้าใจคำว่า “คุณจะไม่มีทางขายอะไรได้ถ้าคนนั้นไม่มีเงิน” แล้วละก็ คุณจะหยุดใช้ความพยายามไปอย่างเปล่าประโยชน์

ความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงของนักธุรกิจทั่วไปคือสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาให้เสร็จก่อนแล้วค่อยตั้งคำถามว่าฉันจะเอามันไปขายให้ใครดี นักการตลาดที่ยิ่งใหญ่ของโลกบอกว่าหากคุณต้องการขายแฮมเบอเกอร์ให้ได้เยอะๆ คุณจะต้องทำให้มวลชนรู้สึกหิวโหยให้ได้ แทนที่จะกระโดดเข้าตลาดแล้วบอกว่า “ฉันมีสิ่งนี้ คุณอยากจะซื้อหรือไม่” ให้ทำในมุมกลับกันคือเปลี่ยนวิธีนำเสนอเป็น “นี่คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่คุณจะได้สินค้าที่ตัวเองตามหา” การมีผลิตภัณฑ์ที่ตลาดกำลังมองหาเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จที่แท้จริง ถ้านาย A มีหนังสือเรื่องการลงทุน แต่คุณเป็นคนที่ชอบทำขนม ยังไงคุณก็ไม่ใช่ลูกค้าของนาย A

แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรหละว่าตลาดต้องการอะไร…???

Google ครับ อันนี้ผมไม่ได้กวนทีน แต่ Vince แนะนำให้คุณใช้ Google Trend และ Kwfinder เพื่อตรวจสอบว่าตอนนี้ตลาดกำลังต้องการอะไร และมีขนาดมากพอหรือไม่ที่จะคุ้มการลงทุน อย่างเช่นถ้าสมมุติผมค้นหาคำว่า “จักรยานเสือภูเขา” ใน Kwfinder ก็จะค้นพบว่ามีคนค้นหามากถึง 4 หมื่นกว่าครั้งใน 1 เดือน เยอะนะ  แล้วอย่างนี้เราจะขายอะไรดีหละ นำเข้าจักรยานเสือภูเขา ขาย Ebook DVD หรือคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับจักรยานเสือภูเขาก็เป็นได้ อยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ของคุณเลย

kw

ตัวอย่างภาพจากเว็บไซต์ Kwfinder.com

เท่านั้นยังไม่พอ คุณยังสามารถใช้เครื่องมือสารพัดประโยชน์ ค้นหาใน Ebay หรือ Amazon ได้ว่าปัจจุบันนี้สินค้าอะไรได้รับความนิยม ถ้าคุณเข้าไปแล้วเห็นคนนับพันกำลังดูสินค้าชนิดไหนอยู่ ผมก็สามารถเดาได้เลยว่าสินค้าชนิดนั้นกำลังอยู่ในตลาดผู้หิวโหย มันเป็นเรื่องตื่นเต้นมากๆที่คุณมีเวทมนต์ในการเห็นว่าคนกำลังต้องการอะไร ซึ่งตอนที่ประเทศไทยมีโครงการปั่นเพื่อพ่อ มีคนไทยคนหนึ่งค้นหาคำสำคัญใน Kwfinder และเห็นว่ามีคนกำลังค้นหาอุปกรณ์ขี่รถจักรยานผ่าน Google มากมายมหาศาล เขาเลยสั่งหมวกปั่นจักรยานเข้ามาจำหน่ายและสร้างยอดขายได้หลักล้านบาทเลยทีเดียว (ไม่คอนเฟิร์มเพราะหาหลักฐานมายืนยันไม่ได้)

ถ้าคุณไม่มีไอเดียในการเริ่มต้นรวบรวมข้อมูล Vince ทำการเฝ้าดูพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านทั้งโลกออฟไลน์และโลกออนไลน์มานาน ถึงแม้เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่อุปนิสัยของคนไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งนี่คือ 12 เรื่องที่ยังไงตลาดก็หิวโหยตลอดเวลาในสายตาของ Vince

  1. การมีรายได้เพิ่ม ซึ่งในหนังสือเขาแอบแซวด้วยว่าผมก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของเขา
  2. สุขภาพที่ดีขึ้น ผลิตภัณฑ์ออกกำลังกาย อาหารเสริม ยาลดน้ำหนัก วิตามิน สิ่งเหล่านี้ขายดีมาก
  3. การประหยัดเวลาให้ชีวิต น้อยคนจะทำสลัดเอง ส่วนใหญ่เขาซื้อผักสำเร็จรูปที่หั่นใส่ไว้ในถุงอยู่แล้ว
  4. เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น Social Network คือธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในหัวข้อนี้สุดๆ
  5. ปรับปรุงหน้าตาและทำตัวเองให้ทันสมัย แฟชั่น เสื้อผ้า อุปกรณ์การแต่งตัว
  6. หลีกเลี่ยงการถูกวิจารณ์หรือทำให้เจ็บปวด ถ้าอะไรก็ตามที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยได้ นั่นเเหละ
  7. ป้องกันการเสียเงิน เช่นการประกันบ้านและรถ ความรู้เรื่องการดูแลทรัพย์สิน
  8. การพักผ่อน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโตสุดๆแถมยังเป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาลด้วย
  9. เลื่อนตำแหน่งทั้งการงานและสถานะสังคม งานสัมมนา คอร์สออนไลน์ อุปกรณ์พัฒนาทักษะ
  10. เสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม บริษัทจัดหาคู่ หนังสือสอนหาคู่ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ขายดีเสมอ
  11. หลีกเลี่ยงเรื่องงาน คนส่วนใหญ่ชอบขี้เกียจ ล่าสุดในไทยก็มีบริการรับล้างรถถึงบ้านแล้ว
  12. ความมั่นคงและความสบายยามชรา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ หนังสือประเภทนี้ขายดีมาก

ผมเองก็มีความฝันที่อยากจะผลักดันให้คนเป็นนายตัวเอง ผมรู้ว่าโลกยุคนี้คนธรรมสามารถใช้เทคโนโลยีฟรีๆเพื่อสร้างเส้นทางนายตัวเองได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนทั่วไปพลาดโอกาสพลิกชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ผมเลยเอาความรู้เรื่องนายตัวเองทั้งหมดที่ได้จากการสร้างเส้นทางนายตัวเองและสัมภาษณ์นายตัวเองคนอื่นมารวมเล่มไว้ครับ เป็นสินค้าที่ทำให้คนอยากมีอิสรภาพกล้าทำตามความปรารถนาของตัวเองแบบที่ครอบครัวไม่รวยก็ทำได้

เมื่อคุณได้สินค้าแล้ว กฏเหล็กของ Vince คือห้ามตั้งราคาต่ำเกินไป ถ้าคุณต้องผ่าตัดหัวใจ ระหว่างหมดคนแรกที่คิดเงิน 250,000 บาท กับหมอคนที่สองที่คิดเงิน 900,000 บาท คุณจะเลือกผ่าตัดกับหมอคนไหน ถ้าเป็น Vince คงเลือกผ่าตัดกับหมอที่ราคาแพงที่สุด ราคากับคุณภาพมีผลในแง่ของจิตวิทยาอย่างมาก ปริมาณของสินค้าเป็นเรื่องเพ้อฝันแต่กำไรเป็นของจริง การขายสินค้ากำไร 30 บาท 10 ชิ้นยากกว่าขายสินค้ากำไร 100 บาทชิ้นเดียว

หนึ่งในสินค้าที่ Vince ขายคือ “วิธีทำเงินจากการซื้อขายส่วนต่างทางการเงิน” ซึ่งเขารวบรวมแบบฝึกหัดเป็นไฟล์วีดีโอความยาว 2 ชั่วโมง และตัดตัวอย่างบางส่วนเพื่อออนไลน์บน Youtube และสามารถเข้าถึงลูกค้ากว่า 50,000 คนโดยไม่ต้องใช้เงินเลยเพราะมันฟรี นี่คือคลิปของเขาครับ

ซึ่งจากคลิปวีดีโอที่เขาทำนี้ ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้จากช่องทางอื่นอีกมากมาย อาทิเช่น DVD ถึงแม้เราจะอยู่ในยุคที่คนสามารถดาวน์โหลดหนังผ่านโปรแกรมได้ แต่ก็มีคนจำนวนมากชอบให้จัดส่ง DVD ถึงมือเขามากกว่า การจัดสัมมนาผ่านเว็บ การบันทึกการสัมมนาแล้วขายให้คนที่อยากเข้าร่วมแต่มาไม่ได้ รวมไปถึงยังให้ลูกค้าสมัครสมาชิกบล็อค ขึ้นทะเบียนอีเมลล์เพื่อขายสินค้าและผลิตภัณฑ์อื่นๆในอนาคตได้ด้วย และที่น่าตลกที่สุด คุณยังสามารถเป็นนักมายากลที่เสกเงินจากอากาศได้ด้วย

แฟรงค์ เคิร์น กูรูด้านการตลาดออนไลน์ที่สามารถทำเงินได้มากมายจาก Ebook สอนให้นกแก้วพูดได้ โดยที่เจ้าตัวไม่เคยเลี้ยงนกแก้วเลยแม้แต่ตัวเดียว แล้วเขาทำได้ยังไง เขาเห็นเทรนด์ของโลกบน Google Trend และจ้างผู้เชี่ยวชาญมาสร้างสินค้าให้เขาเท่านั้นเอง ใช่ คนรวยไม่ใช่คนที่มีความสามารถอย่างโปรแกรมเมอร์ นักเขียน หรือนักบริหาร แต่เป็นคนที่เอาทุกอย่างมาผสมผสานกันและทำการตลาดได้เท่านั้นเอง แต่การทำตลาดในยุคปัจจุบันนี้ไม่ได้เหมือนในอดีตที่ว่าตะโกนให้ดังแล้วทำเงินแล้ว แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับคุณต่างหาก แล้วคุณจะสร้างความสัมพันธ์นั้นได้อย่างไร มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่วิธีที่เขาแนะนำคือเขียนบทความฟรีให้คนอ่านผ่าน Blog และใช้ Youtube ด้วยอุปกรณ์ที่คุณมีแล้วเผยแพร่สิ่งที่คุณเชี่ยวชาญ ถ้าเขารู้จักคุณและชื่นชอบที่คุณทำ เขาก็พร้อมจะให้อีเมลล์รับข่าวสารจากคุณ หรือซื้อสินค้าของคุณก็เป็นได้

ตัวอย่างเช่นถ้าคุณเป็นนักบัญชี คุณอาจจะทำคลิปเกี่ยวกับบัญชี พร้อมทั้งบอกในตอนท้ายคลิปให้ลงทะเบียนติดตามรับข่าวสารจากคุณก็ได้ เมื่อคนค้นหาคุณเจอและเขาได้เสพเนื้อหาของคุณ ความสัมพันธ์ก้าวแรกก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่คุณต้องสามารถสร้างเนื้อหาที่มีความสดใหม่และเป็นเอกลักษณ์ให้ได้เท่านั้น ยิ่งคุณสามารถทำให้คนจำนวนมากชอบคุณได้เท่าไหร่ โอกาสขายสินค้าก็มีมากขึ้นเท่านั้น

และนี่คือวงจรที่คุณจะต้องทำวนเป็นวงกลม เมื่อคุณสามารถทำรายได้ได้มากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง คุณก็จะสามารถกางปีกเป็นอิสระโบยบินได้เลย นี่คือรีวิวสั้นๆที่ผมเขียนขึ้นมาด้วยความตั้งใจ คุณสามารถหาเนื้อหาอย่างอื่นต่อได้ร้านหนังสือ เศรษฐีไร้ปริญญา ผมรีวิวเล่มนี้ให้โดยไม่รับค่าคอมมิชชั่นหรือค่าโฆษณาใดๆเลย และถ้าคุณอ่านบทความนี้จบแล้วชอบ ผมมั่นใจว่าคุณจะต้องชอบ The 4 Hour Workweek ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมติดงอมแงมและเขียนพร้อมพูดอธิบายหลักการไว้ในเว็บไซต์ของผมนั่นเอง

ข้อควรรู้ก่อนซื้อ เศรษฐีไร้ปริญญา มาอ่าน

  • อย่างที่ผมบอกว่ามันคือหนังสือจับฉ่าย ดังนั้นมันจึงไม่สุดซักทาง เมื่อคุณอ่านแล้ว คุณจะต้องทำการค้นคว้าและหาคำตอบในเรื่องที่คนเขียนให้รายละเอียดแบบไม่ลึกต่อเอง
  • ชีวประวัติรวมถึงกรณีศึกษาของคนเขียนนั้นน้อยและสั้นมากๆ จบในไม่กี่หน้ากระดาษ ทำให้ในหนังสือมีสอนวิธีการทำธุรกิจ แต่ไม่มีส่วนของประสบการณ์ผู้เขียนว่าทำอะไรยังไง
  • ในส่วนของการทำธุรกิจ คนเขียนเน้นเนื้อๆไม่มีน้ำ ไปเร็ว ดังนั้นจึงไม่มีความบันเทิงใดๆให้เพลิดเพลิน แต่สนุกกว่าอ่านหนังสือเรียนในมหาวิทยาลัย
  • ถ้าเทียบกับ The 4 Hour Workweek เล่มนี้ความเข้มข้นมีน้อยกว่าเยอะ แต่ถ้าคุณไม่ชอบอ่านหนังสือหนาๆ ผมแนะนำให้ซื้อเล่มนี้แทนครับ
  • ส่วนท้ายของหนังสือที่เป็นเรื่องการออมเงิน ผมคิดว่ามันไม่ค่อยเอามาใช้ได้กับประเทศไทยซักเท่าไหร่

สรุปคือ ถ้าคุณชอบอ่านหนังสือที่เข้าใจง่าย สอนทำธุรกิจโดยไม่ใช้กลยุทธ์ที่เข้าใจง่าย และอยากจะลองทำธุรกิจ E-Commerce เต็มรูปแบบและต้องการมีไกด์ไลน์ Step by Step แบบง่ายๆ หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคุณเลย มันครบเครื่องที่สุดแล้ว แต่ถ้าคุณเป็นนักอ่านแบบฮาร์ดคอ ชอบวิชาการหนักๆ ต้องมีหลักการแบบวิทยาศาสตร์ 100% ข้ามเล่มนี้ไปเลยครับ

ขอให้มีความสุขมากๆกับการ Startyourway บนเส้นทางที่เป็นของคุณจริงๆนะครับ

วิชญ์ Startyourway

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *