Article

ปัญหาระดับพระกาฬ ระบบความคิดผิดๆจากการศึกษาแบบไทยๆ

By  | 

ในประเทศของเรา โดยเฉพาะในประเทศไทย มันค่อนข้างวุ่นวาย ยอมรับซะเถอะครับว่าโลกยุคสมัยนี้ไม่ได้ใช้ง่ายเหมือนกับยุคอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีไล่ล่าเรา หาความสงบในชีวิตยากมาก เป็นยุคที่ไม่เอื้อให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็งอีกต่อไป

ผมค้นพบความจริงที่เจ็บปวดอย่างหนึ่ง คุณเคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่ชอบชีวิตตัวเอง มีคนมากมายที่ตื่นขึ้นมาด้วยคำถามว่า “อีกแล้วเหรอวะ” กลับบ้านลงโดยที่ไม่ได้รู้สึกถึงการมีชีวิตชีวาในแต่ละวันเลย วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เราขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีสมองและความรู้สึกมากที่สุดในโลก แต่สังเกตุไหมครับ คนรอบตัวของเราหลายคน พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์ ไม่เคยสัมผัสได้เลยว่าตัวเองเป็นคนที่มีชีวิตที่ดี มีความสุข ประสบความสำเร็จ และได้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของคนเหล่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของคุณ เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของผม…!!!

สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ เชื่อไหมครับ ว่าคนส่วนใหญ่ไม่กล้าออกแบบชีวิตตัวเอง สาเหตุที่พวกเขาไม่กล้า ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่ง ไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถ ไม่ใช่เพราะไม่มีโอกาส แต่ทั้งหมดเกิดจากระบบการศึกษา 20 กว่าปีที่หล่อหลอมให้พวกเขาเป็นอย่างนั้น ถ้าในวันนี้ กับชีวิตเมื่อปีที่แล้ว 3 ปีที่แล้ว 5 ปีที่แล้วของคุณยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แสดงว่าคุณกำลังตกเป็นเหยื่อของระบบการศึกษา คนที่ประสบความสำเร็จและมีความภาคภูมิใจในระบบการศึกษามากเท่าไหร่ ชีวิตของคนๆนั้นจะเต็มไปด้วยข้อจำกัด เงื่อนไข เหตุผลที่จะทำให้เขาไม่มีสุขมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ ระบบการศึกษาไม่เคยสอนให้คนเรากล้าที่จะคิดออกจากกรอบที่คนคุมหลักสูตรบังคับให้คิด ยกย่องให้ครู อาจารย์ เป็นที่สุดของที่สุดที่เราต้องเชื่อฟัง ถ้าใครก็ตามที่ไม่เชื่อฟัง คิดต่าง ไม่สนใจ คุณสอบตกทันที และการสอบตกในระบบการศึกษาคือการการันตีว่าโง่

ผมเฝ้าสังเกตุหลายคนเป็นคนเรียนไม่เก่ง ไม่จบการศึกษาด้วยซ้ำ แต่ทำไมคนเหล่านี้ถึงประสบความสำเร็จ เพราะว่าคนเหล่านี้กล้าที่จะคิด ตัดสินใจ และลงมือทำด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องขออนุญาตใคร สังเกตไหมครับว่าเวลาที่คุณจะลงมือทำอะไรก็ตาม ใจลึกๆของคุณ เฝ้าที่จะเพียรหาคนที่จะมาอนุญาตให้คุณลงมือทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ คุณอยากมีธุรกิจของตัวเอง คุณจะต้องไปถามคนอื่นว่าตัวเองทำได้ไหม ไปหาหมอดูว่าทำได้หรือเปล่า ไปถามผู้ใหญ่ว่าเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต

ระบบการศึกษาทำได้เต็มที่คือผลิตลูกจ้างราคาแพง ไม่ใช่ผลิตนายตัวเอง

ชีวิตในยุคนี้ที่ใช้ยาก เพราะระบบการศึกษา 20 ปี ตีกรอบคุณไว้หมดแล้ว คุณจะต้องเป็นอะไร เดินยังไง ทำยังไง คุณมีสิทธิประสบความสำเร็จได้มากขนาดไหน ทุกอย่างถูกกำหนดในระบบการศึกษาไว้เรียบร้อย ถ้าวันนี้คุณอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วทำไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดคุณแม้แต่น้อย รากเหง้าของการศึกษาต่างหากคือเหตุผลที่ทำให้คุณไม่กล้าออกแบบชีวิตตัวเอง

คำถามคือถ้าวันนี้คุณอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากจะประสบความสำเร็จแบบที่คุณต้องการจริงๆ คุณควรจะทำอย่างไร…???

ผมพยายามอ่านหนังสือคิดบวก อ่านหนังสือจิตวิทยาเยอะมากๆ ที่บ้านผมมีหนังสือ 5-6 ร้อยเล่ม การอ่านหนังสือทำให้เรามีแรงบันดาลใจขึ้นจริง แต่มันไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้ การอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียว การฟังนักพูดสร้างแรงบันดาลใจเพียงคนเดียว มันงัดไม่ออกหรอกครับ สิ่งที่ระบบการศึกษาปลูกฝังคุณมา

ผมเฝ้าเพียรสังเกตุนายตัวเองที่ประสบความสำเร็จมามากมาย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิต สิ่งที่คุณต้องมีเลยคือความเชื่อมั่น ต้องเป็นความเชื่อมันแบบไม่มีเหตุมีผลด้วย ดื้อเงียบ เป็นตัวของตัวเองสูงมาก ทำอะไรก็ไม่เชื่อคนอื่นง่ายๆ กล้าที่จะบอกคนอื่นว่าตัวเองต้องการอะไร อยากเป็นอะไร และอยากได้ชีวิตแบบไหน เชื่อไหมครับ แค่เขามีสิ่งเหล่านี้ มันก็ทำให้ชีวิตเขากับชีวิตของคนทั่วไปแตกต่างกันอย่างมหาศาลแล้ว

คุณลองไปนั่งคุยกับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยลำแข้งตัวเองซัก 10 คน กับไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตซัก 10 คน แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด คนที่ร่ำรวย เขาจะเป็นคนที่หาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดของตัวเองได้เสมอไม่ว่าความคิดนั้นจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ล้มเหลว เขาจะหาเหตุผลมาหักล้างความเชื่อของตัวเองได้เสมอ

ยุคนี้เป็นยุคที่ข้อมูลล้นโลก เราจะเชื่ออะไร ไม่เชื่ออะไร มันมีเยอะบนอินเตอร์ มันมีเหตุผลเยอะแยะมากมายที่จะทำให้คุณเชื่อมั่นว่าตัวเองจะต้องประสบความสำเร็จ และมันมีเหตุผลเยอะแยะมากมายเช่นกันที่จะทำให้คุณเชื่อมั่นว่าจะต้องประสบความล้มเหลว ดังนั้นการบ้านแรกของคุณ จะต้องทำให้ความเชื่อของคุณมันเด่นชัด มันส่องประกาย เงางามมากยิ่งขึ้น โดยที่คุณจะต้องใส่ใจกับเหตุผลที่ทำไม่ได้ให้น้อยที่สุด และมันมักจะออกมาจากคนไกล้ตัวทั้งนั้นเลย

คุณอยากจะเป็นอะไร มันไม่สำคัญว่าคุณจะทำได้หรือไม่ได้ แต่มันสำคัญว่าคุณถามใคร คุณอยากเป็นนายตัวเอง แต่ไปถามเพื่อนมนุษย์เงินเดือน มันจะได้ไหมหละ อยากเป็นนักดนตรี แต่ไปถามผู้เชี่ยวชาญทางด้านบัญชี มันจะเวิร์คไหม อยากลงทุน แต่ไปถามแม่บ้านที่ไม่เคยลงทุน มันจะได้มั้ยละ คุณจะต้องกรองข้อมูลเพื่อสนับสนุนความเชื่อของคุณให้ไปข้างหน้าได้เท่านั้น

ไอ้ที่บอกว่าทำไม่ได้ เพราะมันทำได้ไม่จริงๆ หรือหาเหตุผลที่ว่าตัวเองไม่ทำ เพราะอะไร…???

ถ้าคุณมีความฝัน วิธีการที่ดีที่สุดในการพิสูจน์ว่ามันเจ๋งหรือไม่เจ๋ง คือคุณจะต้องทดลองทำ ฝันในจินตนาการมันจะทำให้ยอดเยี่ยมยังไงก็ได้ มันเจ๋งหมดแหละ หากลงมือทำจริง คุณจะค้นว่า บางทีความฝันมันเต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ แต่ในชีวิตจริงมันเต็มไปด้วยสิ่งที่เราขาด เราอาจจะขาดทักษะการขาย การตลาด เป็นต้น ปัญหาคือถ้าคุณไม่ลอง คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณขาดทักษะอะไร และถ้าคุณไม่เพิ่มพูนทักษะที่คุณขาด แล้วอีกกี่ปี อีกกี่ชาติ คุณถึงจะประสบความสำเร็จในแบบที่คุณต้องการได้จริงๆ

สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดเวลาที่ผมคุยกับคนที่มีความฝัน เขาจะเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันได้หรือเปล่า และส่วนใหญ่คนเหล่านี้จะมีความเชื่ออยู่ลึกๆว่าเป็นไม่ได้หรอก ทำไม่ได้หรอก ประสบความสำเร็จแบบที่ต้องการไม่ได้หรอก ทั้งๆที่ความเชื่อเหล่านั้นไม่ใช่เนื้อแท้ของพวกเขา แต่เป็นเพราะการศึกษาที่ทำอย่างนั้น

ลองคิดดูนะครับ วิชาศิลปะที่อาจารย์มอบโจทย์ให้คุณวาดรูปมา ถ้าคุณวาดนอกโจทย์ คุณก็สอบตก วิชาคณิตศาสตร์ที่ยากสุดๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณสอบตก คุณคือคนไม่ได้เรื่อง ห่วยแตก แล้วคิดดูนะครับในวัยเด็ก เรามีภูมิต้านทานเกี่ยวกับตัวตนมากขนาดไหน ใครพูดอะไรเราเชื่อหมด 20 ปีที่ถูกประทับตาว่าไอ้ห่วย มันจะไม่ฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึกของคุณเลยเหรอ แล้วคนที่ไม่อยากเป็นไอ้ห่วยหละ จะเป็นอย่างไร พวกเขาก็จะทำให้ได้ครูผู้สอน คิดแบบครูผู้สอน และเลียนแบบวิธีการใช้ชีวิตของครูผู้สอน แล้วคำถามว่าในประเทศไทย คนที่เป็นระดับครู ประสบความสำเร็จในชีวิตกี่คน อาจารย์ที่สอนการตลาด เคยทำธุรกิจจริงหรือเปล่า แล้วเวลาคอมเม้นท์เด็ก ทำไมถึงกลายเป็นการค่อนขอดไปได้ บางครั้งคำวิจารณ์ทำให้ผมหงายหลังแทบตกเก้าอี้

ถ้าคุณอยู่ในระบบการศึกษา แค่คุณคิดต่าง คุณก็คิดผิดแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณศรัทธาในระบบการศึกษา ในประเทศไทยมีคนที่คิด ทำ พูด ตามระบบการศึกษาเป็นล้านๆ เป็นสิบล้าน คุณต้องไปแข่งกับคนที่เชื่อแบบเดียวกับคุณ ในขณะที่พวกนอกคอก พวกที่เรียนแบบตกบ้างไม่ตกบ้าง พวกนี้เป็นคนส่วนน้อยในบ้านเรา เพราะเป็นคนกลุ่มเล็กนี่เเหละ พวกเขาเลยมีวิธีการแข่งขันกันแบบคนส่วนน้อย ไม่ต้องไปแข่งในตลาดมนุษย์เงินเดือน ไม่ต้องแข่งในตลาดที่คนเรียนเก่งหรือคนประสบความสำเร็จในระบบการศึกษาส่วนใหญ่เขาทำกัน พวกเขาสร้างทฤษฏี สร้างหลักสูตรการศึกษา สร้างโจทย์ สร้างระบบการเรียนรู้ และสร้างความสำเร็จขึ้นมาเอง

นี่คือสาเหตุที่คนประสบความสำเร็จในระบบการศึกษาถึงไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตจริง และทำไมคนที่ล้มเหลวในระบบการศึกษาในชีวิตจริง แน่นอนว่าทฤษฏีนี้ไม่ได้ครอบคลุมทุกคน คนเรียนเก่ง รวยและประสบความสำเร็จก็มี คนเรียนไม่เก่งจนและหายนะพินาศก็มี มันวัดกันไม่ได้ แต่ผมแค่ถอดแบบจำลองความคิดจากนายตัวเองที่ประสบความสำเร็จมาครับ ทุกคนที่หลักการที่สร้างขึ้นมาด้วยตัวเองทุกคน ถ้าวันนี้คุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต มีความสุข มีชีวิตที่ดีขึ้น ผมขอยืนยันว่าคุณจะต้องหยุดที่จะหาทฤษฏีความสำเร็จของคนอื่นเพื่อเอามาใช้กับตัว คุณต้องสร้างกฏขึ้นมาเอง มีความเชื่อมั่นในตัวตน มั่นใจในความคิด กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองศรัทธา ถ้าคุณไม่สามารถในศรัทธาในตัวเองได้ อย่าฝันว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มันเป็นไปไม่ได้เลย

วิชญ์ www.Startyourway.com

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *