Chill Life

ทำไมคุณถึงควรลองไปเที่ยวต่างประเทศซักครั้งในชีวิต จากใจคนเคยสบประมาท

By  | 
 

“เที่ยวในประเทศให้ครบก่อนเถอะค่อยไปต่างประเทศ พวกนี้ไม่เห็นคุณค่าในเเหล่งท่องเที่ยวบ้านตัวเอง” ผมกับเพื่อนจับกลุ่มเม้าท์มอยกันอย่างสนุกสนาน แต่พอโตขึ้นมาจนอายุ 30 จะ 31 ปี ผมอยากนั่งไทม์แมชชีนกลับไปตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ ถึงแม้การท่องเที่ยวต่างประเทศจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่มันก็มอบประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าให้ไม่แพ้การท่องเที่ยวในประเทศเหมือนกัน

การเลือกไปเที่ยวแดนไกลไม่ได้หมายถึงการไม่รักประเทศไทย แต่มันหมายถึงการไปเปิดหูเปิดตา และที่สำคัญ เปิดลิ้นชิมรสประสบการณ์ใหม่ๆที่ประเทศไทยไม่สามารถให้ได้…!!! ทุกสิ่งที่ได้รับมันคือการผจญภัยในแบบที่วัยเด็กเราเคยได้สัมผัสจากการเล่นกับเพื่อน การวิ่งไปในที่ที่เราไม่คุ้นเคย การค้นพบเรื่องใหม่ๆใกล้ๆตัว ตื่นตะลึงเวลาที่พ่อแม่โชว์สิ่งที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะมีในโลกใบนี้ โดยเฉพาะการได้เจอปัญหาเฉพาะหน้าที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ ถ้า แก้ปัญหาได้สำเร็จ คุณก็จะได้รับความรู้สึกประมาณว่า เฮ้ย เราก็ทำได้นี่หว่า ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ประเทศไทยไม่สามารถมอบประสบการณ์นี้ให้ได้

ประสบการณ์ผจญภัยที่คาดไม่ถึง เช่น ขึ้นรถไฟผิดขบวน

ผมนั่งรถไฟจากโอซาก้าไปเกียวโต และขึ้นรถไฟตามคำแนะนำ Google Maps ด้วยความที่รถไฟหรูหราผิดปรกติ แถมยังขึ้นชื่อท้ายขบวนว่า Limited Express ค่าบัตรไม่ถึง 1,000 Yen ผมจึงมั่นใจ 100% ว่าขึ้นขบวนผิดอย่างแน่นอน ในประเทศที่กฏหมายและกฏระเบียนเข้มข้น การขึ้นรถไฟผิดจะมีโทษถึงประหารชีวิตหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้…???

รถไฟ Osaka Kyoto Limited Express หรูหราผิดปรกติ

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้เดินมาตรวจตั๋ว ผมโดนค่าปรับเป็นเงินจำนวน 4,500 เยน หรือราวๆ 1,500 บาทครับ ซึ่งเอาจริงๆตอนนั้นผมมีเงินติดตัวเยอะพอสมควร ผมไม่กลัวเพราะปัญหาหลายอย่างบนโลกใบนี้มันแก้ไขได้ด้วยเงินจริงๆ แต่ที่เจ็บปวดสุดๆ คือ ผมมารู้ในภายหลังว่ารถไฟสายด่วนนั้นใช้เวลาเดินทางจาก Osaka ไป Kyoto นานกว่าสายปรกติเสียอีก

ยามที่รู้สึกท้อ ความทรงจำว่าเราเคยไปต่างประเทศจะสว่างขึ้นมาเป็นความอบอุ่น

ไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะเขียนประโยคนี้ ใช่ครับ ผมว่าชีวิตมนุษย์จะเติบโตขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราผ่านการตัดสินใจผิดและการตัดสินใจถูก หลายๆครั้งเราต้องตัดสินใจผิดไปนานๆก่อนถึงจะเก่งขึ้น ไอ้ตอนที่ตัดสินใจผิดนี่เเหละ มันจะทำให้เราตกลงไปในโลกแห่งความืดมิดหนาวเหน็บได้ง่าย การที่เรามีความทรงจำดีๆว่าครั้งหนึ่งเราเคยไปต่างประเทศอย่างสนุกสนาน ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าจะทำได้มาก่อน ความทรงจำเหล่านั้นมันจะผุดขึ้นมาทำให้คุณมีความสุขมากยิ่งขึ้นในวันที่ชีวิตคุณประสบปัญหา

ผมคิดว่าการได้ท่องเที่ยวนานๆครั้งมันก็เหมือนการเติมเต็มชีวิตตัวเองในรูปแบบหนึ่ง แน่นอน บางคนที่ไม่ได้ชอบเที่ยวก็อาจจะมีวิธีเติมเต็มชีวิตของตนเองในรูปแบบอื่นๆ แต่ผมเชื่อว่าเราก็คงจะมีสถานที่ในฝันนอกประเทศกันคนละแห่งสองแห่งบ้างเเหละนะ อย่างผมดูการ์ตูนญี่ปุ่นมากๆ ผมก็มีประเทศในฝันคือญี่ปุ่นนี่ ถึงขนาดเขียนใน 10 สิ่งที่อยากจะทำก่อนตายเลยว่าไปกินราเม็งที่ญี่ปุ่นด้วยตัวเอง แน่นอนว่าผมทำได้มากกว่านั้น เพราะทั้งอูด้ง ซูชิ ชาบูชาบู ปิ้งย่าง โอโคนิยากิ ทาโกะยากิ โซบะ เทมปุระ ข้าวแกงกะหรี่ ไอศกรีมชาเขียว แป้งทอด ขนมต่างๆนาๆ อีกเพียบเลย

ฟินพุง…!!!

เราไม่ได้มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง

ผมรู้สึกสงสัยอย่างมากว่าทำไมคนไทยชอบใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ขับรถปาดหน้ากันนิดหน่อยนี่ถึงขั้นทำร้ายร่างกายจนอีกฝ่ายถึงแก่ชีวิตได้ ด่าทอคนที่ไม่รู้จักผ่านโลกออนไลน์ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องสืบหาข้อเท็จจริง ไม่เคารพกฏหมายบ้านเมือง นั่นเพราะวัฒนธรรมเราสอนให้เราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล คำว่าวัฒนธรรมของผมไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ผู้ใหญ่ปลูกฝังใส่เด็ก แต่หมายถึงสิ่งที่สื่อต่างๆประเคนใส่เราด้วย เช่น หนังตลกในโรงภาพยนต์ที่มักเล่นมุขเฮฮาแฝงความรุนแรง เอาขวดตีหัวให้เลือดออกแล้วใส่เสียงประกอบตลกๆ หรือในละครไทยที่ตัวร้ายกับนางเอกตบตีกันแต่ไม่เคยถึงโรงถึงศาล ทั้งหมดมันหล่อหลอมให้เราเข้าใจว่าอะไร คุณกับผมก็คงจะรู้ดี

พอไปเที่ยวต่างประเทศ คุณจะเจออะไรที่แทบหาดูได้ยากในประเทศไทย เช่น รถยนต์ที่จอดให้คนข้ามถนนโดยไม่ต้องรอสัญญาณไฟ ไม่มีเสียงเร่งเครื่องยนต์แบบดังๆ รถเมล์ที่มาตรงเวลาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดราวกับอยู่โรงแรม

เมื่อผมมาเที่ยวต่างประเทศ ผมรู้สึกละอายใจที่ตอนอยู่ในประเทศ ผมทำตัวให้ดีเท่ากับคนในประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเจริญแล้วไม่ได้ บางทีภาพที่เรามองเห็นผ่านประเทศคนอื่นคือภาพประเทศในฝันที่เราอยากให้เป็น และเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตได้โดยเริ่มต้นจากตัวเราเองก่อนเพื่อน

จะได้พิสูจน์ด้วยว่าการท่องเที่ยวคือสุดยอดไลฟ์สไตล์ที่คุณปรารถนาหรือไม่

ผมเชื่อว่าใครหลายๆคนคงจะตั้งความฝันของตัวเองเอาไว้ประมาณว่า “ก่อนตายจะไปเที่ยวรอบโลก” บางคนอาจจะเป็น Backpack บางคนอาจจะขี่มอเตอร์ไซด์ไปเรื่อยๆ บางคนก็อาจจะเน้นเที่ยวหรูหรา แต่ก็มักจะวางแผนเอาไว้ยาวๆประมาณว่าจะเอาไปทำหลังเกษียณอายุ ผมเองก็เคยฝันเหมือนกันครับว่าอยากจะไปเที่ยวทั่วทั้งโลก แต่พอไปจริงๆถึงได้รู้ว่าการเที่ยวด้วยตัวคนเดียวนั้น สิ่งที่ยากที่สุดคือการก้าวไปข้างหน้าพร้อมเอาชนะความเหงาในตัวเอง

การเที่ยวโดยหลักๆมีอยู่ 3 รูปแบบ คือเที่ยวแบบ Mini ระยะสั้นรายสัปดาห์ เที่ยวแบบ Half คือใช้เวลาหลักเดือนถึงจะจบทริป ส่วนเที่ยวแบบ Full Marathon แบบทริปเดียววนรอบโลก การเที่ยว 3 แบบนี้จะตอบสนองความพึงพอใจได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมค้นพบว่าการเที่ยวที่เหมาะสมกับตัวเองคือการไปแบบ Mini กับคนที่เรารักซักปีละ 1 ครั้ง 3-7 วัน พอรู้อย่างนี้ผมก็สามารถเข้าใจความฝันของตัวเองพร้อมกับวางแผนการเงินได้ด้วย

ผมรู้สึกดีใจที่เข้าใจตัวเองก่อนเดินหลงทางไปไกลกว่านี้ ตอนสมัยทำงานประจำผมเคยตั้งเป้าหมายว่าจะเดินทางรอบโลกไปเรื่อยๆ แบบค่ำไหนนอนนั่น ลองคิดดูสิ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมทำงานหนัก 30 ปีแล้วพอเกษียณปุ๊บ ผมก็ออกเดินทางไปประเทศแรกปั๊ป เพื่อไปค้นพบว่าสิ่งที่เราเฝ้ารอมันมาตลอดชีวิตมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ถึงตอนนั้นผมคงว้าเหว่น่าดู

ได้เห็นอะไรที่ประเทศไทยไม่มี

อะไรบ้างหละที่ประเทศไทยไม่มี ผมว่ามันก็เกือบทุกอย่างที่เป็นประเทศของเขานั่นเเหละ สมัยนี้การเดินทางไปนอกประเทศค่าใช้จ่ายไม่ได้แพงอย่างที่คิดเพราะมีสายการบินมากมายที่เป็น Economy ประหยัดสุดๆ ไปญี่ปุ่นจะรอโปรดีๆก็ได้ค่าตั๋ว ไป-กลับไม่ถึง 8 พันบาท ไปสิงคโปร์ก็ไม่กี่พันเท่านั้นเอง การเดินทางก็ไม่ได้ยากอย่างที่เคยเพราะเรามี Google Map ที่ละเอียดสุดๆไปเลย

และที่ผมว่ามันเจ๋งสุดๆ คือ คุณจะได้ลิ้มรสอาหารที่ไม่มีวันได้สัมผัสในประเทศไทย รสชาติใหม่ๆมากมายรอคุณอยู่นอกประเทศ จริงอยู่ถึงแม้ปัจจุบันนี้จะมีร้านอาหารมากมายที่มาจากต่างชาติ แต่เชื่อผมเถอะครับว่าพอคุณไปกินอาหารที่ต่างประเทศ ยังไงรสชาตของมันก็จะแปลกประหลาดสุดมหัศจรรย์อยู่ดี อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้างก็คละๆร้านกันไป ผมว่าอยู่ประเทศไทยกินปิ้งย่างมาเยอะแล้ว แต่ปิ้งย่างที่รสชาตอร่อยที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยกินมากับอยู่ที่ญี่ปุ่นซะงั้น ยกเว้นทาโกะยากิที่ผมว่าคนไทยทำได้ไม่แพ้บ้านเขาเลย

ได้ฝึกการวางแผนการเงินระยะยาว

เพราะการไปต่างประเทศมันไม่เหมือนการเที่ยวในประเทศ คุณต้องวางแผนการเงินไว้เป็นอย่างดี ผมเองเวลาไปญี่ปุ่นหรือสิงค์โปร ผมจะเตรียมเงินค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรม และค่าใช้จ่ายประจำว่าแยกจากกัน อย่างทริปล่าสุดไปโอซาก้า ผมเตรียมเงินสดไป 6 หมื่นบาท (2 แสนกว่าเยน) มาดามแพมเตรียมไป 1 หมื่นบาท (3 หมื่นกว่าเยน) พอกลับมาไทย เราต้องทำงานและแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในการท่องเที่ยว ตรงนี้ผมมองว่าเป็นการฝึกวินัยในตัวเองเช่นกัน ผมกับแพมเราจะไม่สร้างหนี้สินจากการเที่ยวเด็ดขาด เราจะใช้เงินที่ผ่านมาออมมาอย่างดีแล้วเท่านั้นในการเที่ยวเพื่อไม่สร้างภาระให้กับตัวเองสิ่งที่ผมได้จากการเที่ยวแบบคนเดียว เที่ยวกับครอบครัว และเที่ยวกับเมีย สำหรับผมคือ การไปเที่ยวที่ไหน มันอาจจะไม่สำคัญเลยถ้าเทียบกับว่าเราไปเที่ยวกับใคร ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นพูดประโยคว่า “รักใครให้ชวนเที่ยว” แต่ผมคิดว่ามันก็จริงนะ ถ้าเราไปเที่ยวแล้วได้ทำอะไรใหม่ๆกับคนที่เรารัก มันจะมีความสุขมากๆเลยหละ แน่นอน สำหรับคนที่หาเงินจาก Youtube อย่างผม ก็ไม่พลาดที่จะไปทำคลิปช่องเที่ยวด้วยครับ ตอนนี้ผมทำ Youtube อยู่ 3 ช่อง เป็นช่องเกี่ยวกับนายตัวเอง แต่งหน้าท่องเที่ยว และเรื่องเล่า การมาเที่ยวครั้งนี้ผมได้ Asset 2 อย่างคือคลิปลงช่อง Startyourway กับ Madampam ด้วย ไปติดตามกันเอาเองนะครับ

ที่ไหนในโลกก็สู้บ้านเราไม่ได้

ผมรู้ดีว่าเราไม่ใช่ประเทศที่สมบูรณ์แบบ แต่นี่ไม่ใช่ประเทศเพื่อการท่องเที่ยวของเรา มันคือบ้าน เมื่อคุณไปเที่ยวซักสองหรือสามทริป คุณจะคิดเหมือนผมว่าประเทศไทยนี่แหละดีที่สุดแล้วที่เราจะเรียกว่าบ้าน

จริงหรือไม่ถามใจเธอดู…???

Comments

comments

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น