Article

สุดยอดหนังสือนายตัวเองที่ต้องอ่านอันดับ 2 ผู้ส่งสารอันมั่งคั่ง ใช้ความรู้หาเงิน

By  | 

ถ้าคุณต้องการเป็นนายตัวเองสายสร้างสินค้าเกี่ยวกับการเอาสิ่งที่คุณรู้มาขาย ไม่มีหนังสือเล่มไหนอธิบายละเอียดเท่าเล่มนี้อีกแล้ว การันตีด้วยคำว่า Newyork Time Best Seller ผู้เขียนเป็นผู้ชายธรรมดาที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำจนเกือบตาย การรอดตายในวันนั้นทำให้เขารู้ว่าตัวเองเกิดมาไม่ได้มีหน้าที่ใช้ชีวิตให้จบลงแบบคนธรรมดา แต่มีหน้าที่พิเศษที่จะทำให้ผู้คนเห็นคุณค่าของชีวิตตัวเองยิ่งขึ้น ทุกคืนที่เขาเหม่อมองท้องฟ้ายามราตรีเปรียบเสมือนสัญญาณกระตุ้นให้เขาทำภารกิจของชีวิตให้ประสบความสำเร็จ

ในหนังสือจะมีเรื่องราวตอนที่เขาเริ่มต้นสร้างธุรกิจและฮาวทูของผู้เขียนที่เริ่มจากคนตกงานจนกระทั่งกลายมาเป็นเจ้าของบริษัทที่สอนให้คนกล้าเอาความรู้มาขาย จนทำเงินได้หลายล้านเหรียญ (ฝรั่งเรียกว่า Infopreneur) ผมติดหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงกับหนังสือเล่มนี้เพราะเนื้อหามีตั้งแต่วิธีเลือกกลุ่มผู้ฟังเพื่อหาตลาดจนกระทั่งวิธีการผลิตสินค้า ละเอียดมากจนถึงขั้นเรียกว่าแฉ

หนังสือเล่มนี้เหมาะมากสำหรับคนที่อยากเป็นนายตัวเองสายผู้สร้างแรงบันดาลใจหรือเค้นประสบการณ์ความรู้ของตัวเองมาเป็นสินค้าแล้วทำเงินจากมัน

ผมเลียนแบบหลักการหนึ่งของเขามาเต็มๆ สิ่งที่เขาทำเป็นอย่างแรกก็คือขโมยและเรียนรู้วิธีทำเงินจากนายตัวเองรุ่นพี่ในวงการเพื่อประหยัดเวลาลองผิดลองถูกและเดินตาม ในช่วงเริ่มต้นเส้นทางการเป็นนายตัวเองของเขาแทบจะไร้อนาคต ถูกจัดลำดับตัวเองอยู่ในชนชั้นประเภท “ถังแตก” และภายในเวลา 2 ปีหลังจากทดลองสร้างเส้นทางนายตัวเองเขาก็กลายเป็นมหาเศรษฐีไปเลย นั่นเพราะเขารู้จักขโมยเทคนิคจากคนที่ประสบความสำเร็จ

พออ่านถึงบรรทัดนี้ผมถึงขั้นทุบโต๊ะ คำถามคือเขาทำยังไงถึงพลิกชีวิตได้ แทนที่จะนั่งคิดวิเคราะห์ส่งๆ ผมตัดสินใจเปิด Internet และเริ่มลงมือขโมยทันทีจนรู้ว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่ทำเงินจากการขายสินค้าเป็นความรู้ทางด้านการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังสือ สื่อมัลติมีเดีย และคอร์สสัมมนา จนสามารถทำเงินมากถึงหลักล้านเหรียญภายใน 2 ปี คุณสามารถฟังเนื้อหาที่ผมย่อยมาให้ ณ ที่นี้ได้เลยครับ

พิเศษ 10 ขั้นตอนในการเป็น Expert ในทุกๆ สาขาอาชีพ แบบ Step by Step เนื้อหาต่อจากนี้ ผมก็อปปี้มาจาก leaderwings.co ครับ ขอบพระคุณเนื้อหามา ณ ที่นี้ด้วย

ขั้นตอนที่ 1: เลือกหัวข้อที่เราต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Claim Your Topic)

Brendon Burchard แนะนำให้เราเลือกเพียง 1 หัวข้อ ในการเริ่มต้นทำครั้งแรกก่อน และเจาะลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะได้ในหัวข้อนั้น ๆ แล้วเราก็จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญย่อม ๆ คนหนึ่งในวงการ เมื่อมีความชำนาญแล้วค่อยขยับขยายไปหัวข้ออื่น ๆ ซึ่งแนวทางการเลือกหัวข้อเรื่องที่เราต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญนั้น ให้เรามองกลับมาที่ตัวเราก่อนว่า เรามีประสบการณ์ด้านไหนเป็นพิเศษที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตบ้างหรือเปล่า เช่น

  • การเป็นผู้ปกครองที่ดี ครอบครัวอบอุ่น การสานสัมพันธ์กับคนรัก
  • การทำการตลาดออนไลน์
  • วิธีการสมัครงานแล้วได้งานทำ
  • วิธีการขายบ้าน
  • เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเริ่มทำธุรกิจ

ให้นำเสนอวิธีการที่เราผ่านมาและประสบความสำเร็จในด้านนั้น ๆ หรือ ค้นคว้า ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อที่เราสนใจโดยการ สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในวงการนั้น ๆ หลาย ๆ คน แล้วให้เรารวบรวมข้อมูลสรุป และวิเคราะห์ความสำเร็จของผู้เชี่ยวชาญในวงการนั้น ๆ ออกมา และสามารถสอนหรือบอกเล่าสู่คนอื่นได้

5 ขั้นตอนในการเลือกหัวข้อที่จะทำ

  • ขั้นตอนที่ 1 – เลือกที่จะสอนผู้อื่นในหัวข้อที่เราสนใจอยากรู้อยู่แล้วและมีความรักที่จะเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ
  • ขั้นตอนที่ 2 – เลือกหัวข้อในสิ่งที่เรารักที่จะทำ
  • ขั้นตอนที่ 3 – คิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องการเรียนรู้มาตลอด ข้อดีในอุตสาหกรรมผู้เชี่ยวชาญคือ เราสามารถที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ในทุก ๆ สาขาอาชีพ นั่นหมายถึงเราสามารถที่จะสร้างตัวเองใหม่ได้ในทุก ๆ เวลาที่ต้องการ เช่น ปีนี้เราจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการทำเว็บไซต์ ปีหน้าเราต้องการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการท่องเที่ยว เป็นต้น
  • ขั้นตอนที่ 4 – พิจารณาสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต ให้เราลองสำรวจตัวเองว่า เรามีประสบการณ์ความยากลำบากที่เราสามารถผ่านพ้นมันมาได้ และอยากที่จะช่วยเหลือผู้อื่นที่กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากแบบเดียวกับเรา
  • ขั้นตอนที่ 5 – เลือกหัวข้อที่เราต้องการจะถึงและสนใจในเรื่องนั้น อย่างน้อยอีก 5 ปี ข้างหน้า ดังนั้น Brendon Burchard จึงแนะนำให้เราต้องขยันศึกษาและค้นคว้า และศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ในหัวข้อเดียวกัน และถ่ายทอดความรู้ที่เราได้มาทั้งหมดออกมาเป็นประสบการ์และคำพูดของเรา ดังนั้นจะต้องใช้เวลาเรียนรู้อย่างมาก จงเลือกหัวข้อที่รักจริง ๆ เท่านั้น

ขั้นตอนที่ 2: เลือกกลุ่มผู้ฟังของคุณ (Pick Your Audience)

เมื่อเลือกหัวข้อเรื่องที่เราฃอบและถนัดแล้ว ต่อมาคือขั้นตอนการเลือกกลุ่มผู้ฟังที่เราจะส่งข้อมูลที่มีประโยชน์ออกไป เราจำเป็นที่จะต้องเลือกกลุ่มคนให้แคบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าข้อมูลของเราอาจจะมีประโยชน์กับคนทั้งประเทศหรือทั้งโลกก็ตาม แต่เราไม่สามารถที่จะทำการตลาดในกลุ่มที่กว้างขนาดนั้นได้ ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องระบุ ลักษณะของผู้ฟังของเราให้ชัดเจนมากที่สุด เช่น ช่วงอายุ เพศ การศึกษา ไลฟ์สไตล์ โสด แต่งงานแล้ว อาชีพ

เพื่อให้ง่ายต่อการเห็นภาพ ผมจะยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของผมเอง เช่น สมมุติว่าผมเลือกหัวข้อเกี่ยวกับ วิศวกรไฟฟ้า(เพราะผมเรียนจบทางด้านนี้มา) สมัยเรียนผมเก่งเป็นบางวิชา เข้าขั้นโดดเด่นในวิชานั้น ๆ (แม้หลาย ๆ วิชาผมจะห่วยแตกก็ตามที) ผมถนัดด้านการเขียนโปรแกรมไฟฟ้า

กลุ่มคนที่ผมเลือกจะสอนหรือกลุ่มผู้ฟังของผม คือ วิศกรไฟฟ้าที่ไม่ค่อยเก่งเรื่องโปรแกรมไฟฟ้า หรือต้องการเก่งโปรแกรมไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ดังนั้นกลุ่มผู้ฟังของผมก็คงจะเป็น

  • ผู้ชาย(วิศวกรส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย)
  • อายุช่วงเริ่มต้นทำงาน จนทำงานได้สักระยะ จะประมาณ 22-30 ปี
  • มีอาชีพวิศวกรไฟฟ้า
  • ทำงานบริษัทเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมไฟฟ้า เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 3: ค้นหาสิ่งที่ผู้ฟังต้องการ (Discover Their Needs)

หลังจากที่เลือกกลุ่มผู้ฟังได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อมาก็คือ การค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ ปัญหาที่พวกเขากลุ่มนี้มักจะเจอ แก้ไม่ตก หรือต้องการความรู้บางอย่างเพิ่มเติม เมื่อเราค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการได้แล้วนั้น ขั้นตอนต่อมาก็คือ เราต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาให้พวกเขาเหล่านั้นให้ได้ และนี่เป็นหน้าที่หลักของผู้เชี่ยวชาญ

Brendon ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เราต้องพยายามให้ความรู้แก่ผู้ฟังของเรา เพื่อให้ผู้ฟังได้พัฒนาจากจุด A ไปยังจุด B หมายถึงว่า พัฒนาจากขั้นต่ำไปสู่ขั้นที่สูงกว่า ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น พัฒนาจากคนที่ไม่เคยใช้ WordPress ในการทำ Blog มาก่อน ให้ใช้งานได้เป็น จากนั้นเมื่อใช้งาน WordPress ได้คล่องแล้ว ก็พัฒนาทักษะการทำเงินจาก Blog ด้วย WordPress ซึ่งก็จะเป็นการต่อยอดความรู้ให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

ขั้นตอนที่ 4: กำหนดเรื่องราวของคุณ (Define Your Story)

ในการสานสัมพันธ์กับผู้ฟังของเรา เราจำเป็นที่จะต้องมีเรื่องราวในการผจญภัยของเรา ซึ่งสิ่งที่ผู้คนต้องการฟังไม่ใช่เป็นเรื่องที่สำเร็จเพียงอย่างเดียว ผู้คนก็ต้องการฟังเรื่องที่เราล้มเหลว หรือฝ่าฟันอุปสรรคนั้น ๆ มาได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังมีอารมณ์ร่วมไปกับเราได้ดียิ่งขึ้น และเรื่องที่เล่านั้นจะต้องเป็นเรื่องจริงจากประสบการณ์ของเรา เพื่อที่เขาจะนำไปปรับใช้หรือเป็นแรงบันดาลใจได้

และเมื่อผู้ฟังก็จะเริ่มมองเราว่าเคยมีปัญหาเดียวกัน สิ่งที่ผู้ฟังมองหาต่อมาก็คือ แล้วทำอย่างไรจึงจะแก้ไขปัญหาได้ และตอนนี้นี่เองเราก็มีหน้าที่ช่วยแก้ไขปัญหาที่เราเคยพบมาก่อนให้กับผู้ฟัง

ขั้นตอนที่ 5: ค้นหาและสร้างวิธีแก้ไขปัญหา (Create Your Solution)

มาถึงตอนนี้เราทราบปัญหาของกลุ่มผู้ฟังของเรามาพอสมควรแล้ว และตอนนี้เราต้องการที่จะสร้างรายได้ ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องสร้างสินค้าที่สามารถแก้ไขปัญหาให้ผู้ฟังของเราได้ขึ้นมา เพราะสินค้าเหล่านี้จะเป็นตัวที่พาให้เราสร้างรายได้ขึ้นมาได้ เช่น E-book, เทปเสียง, วีดีโอ, DVD, สัมมนา หรือเป็นอะไรที่สามารถดาวน์โหลดได้

ขั้นตอนที่ 6: สร้างเว็บไซต์ (Put up A Website)

แน่นอนครับว่าในสมัยนี้ก็คงหนีไม่พ้นการสร้างเว็บไซต์ ซึ่งในปัจจุบันเป็นยุคที่สร้างเว็บไซต์ได้มากกว่าสมัยก่อนมาก ๆ เพราะแทบจะไม่ต้องเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ที่มีความซับซ้อน และเว็บไซต์ที่ผมแนะนำให้ใช้ก็คือ WordPress ซึ่งเป็น เว็บไซต์ประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Weblog หรือ Blog นั่นเอง โดยเพื่อน ๆ สามารถเรียนรู้ WordPress เบื้องต้น ที่ผมสร้างเอาไว้เพื่อช่วยให้เพื่อน ๆ ฝึกฝนใช้งาน WordPress ได้คล่องยิ่งขึ้น

สาเหตุที่ต้องสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาก็คือ มันสามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้จำนวนมหาศาลในค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก(มาก ๆ ) เพราะปัญหาของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ที่พบก็คือ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ อยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะไปสอนที่ไหนหรือสอนใคร เพราะแถวบ้านอาจจะไม่มีกลุ่มคนที่ต้องการฟังเรื่องราวของเรา

ซึ่งหลักการสร้างเว็บไซต์เบื้องต้นก็คือ ในหนึ่งเว็บไซต์ควรจะเลือกเพียงหัวข้อเดียวที่ตรงกับหัวข้อเรื่องที่เราเลือกทำ เช่น เลือกที่จะสอนทำ Q Blog ผมก็เลือกที่จะสร้าง Blog ใหม่คือ ProQblog.com หรือผมเลือกที่จะสอนทำ Amazon Affiliate และ Clickbank Affiliate ผมก็เลือก Asuradech.com ในการทำ เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 7: การรณรงค์เกี่ยวกับสินค้าของคุณ (Campaign Your Program)

Brendon ชี้แจงว่า การรณรงค์แตกต่างกับการโปรโมทหรือการทำ Promotion

  • การรณรงค์ Campaign = เป็นกลยุทธ์หนึ่งของการโปรโมท ก่อนที่จะนำไปสู่ผลัพธ์ที่เราต้องการ เช่น การส่งบทความ วีดีโอ หรือเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้ฟังของเรา เพื่อสานสัมพันธ์ก่อนที่จะเกิดการซื้อขายขึ้น
  • การโปรโมท Promotion = การส่งข้อความการขายล้วน ๆ เช่น สิ้นปีนี้โปรโมชั่นพิเศษลด 50% ทุกรายการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ก่อน 31 ธ.ค. นี้เท่านั้น ซึ่งจบแล้วจบเลย ไม่มีการสานสัมพันธ์ต่อใด ๆ กับผู้ฟัง

สรุปง่ายก็คือ Campaign เป็นขั้นตอนที่ต้องทำก่อนที่จะเกิดการซื้อ-ขาย หรือการทำ Promotion

เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ฟังอย่างต่อเนื่อง และเมื่อผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ดีต่อเรา ก็จะทำให้เกิดการซื้อ-ขาย ที่ดี

ขั้นตอนที่ 8: หาผู้ช่วยในการส่งเสริมการตลาด (Get Promo Partners)

หลังจากที่เราทุ่มเทอย่างมากสำหรับเว็บไซต์ของเราแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องหาผู้ช่วยในการส่งข้อความของเราออกไปให้กว้างและไกลมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าเราทำโดยเพียงลำพัง มันก็จะไปไกลแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสร้าง Connection กับผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ๆ ในหัวข้อเรื่องเดียวกันกับเรา โดยให้เราสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกูรูที่อยู่ในวงการเดียวกันนี้ เช่น การพบปะในงานสังสรรค์ งานอบรมสัมนา ซึ่งหน้าที่ของเราก็คือสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขาเอาไว้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่บรรดากูรูเหล่านั้นเห็นคุณค่าของเรา บางทีเขาอาจจะช่วยเราโปรโมทเว็บไซต์หรือเรื่องราวของเรานั่นเอง

ขั้นตอนที่ 9: โพสเนื้อหาฟรี (Post Free Content)

จุดประสงค์หลักก็คือการเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ฟัง หรือสร้างประโยชน์ให้กับผู้ฟังเป็นหลัก และทพให้ผู้ฟังนั้นเกิดความรู้สึกประมาณว่า เราอธิบายเนื้อหาได้ดี, เนื้อหามีประโยชน์และสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง, คนทำเนื้อหาดีใจดีจังที่ทำเนื้อหาดี ๆ นี้มา หรือประมาณว่าคน ๆ นี้ดีจัง มีแต่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งนั้นเลย จนเกิดการติดตามหรือกลุ่มแฟนคลับขึ้นมา และบางทีก็อาจจะลองอุดหนุนสินค้าของเขา เป็นต้น

และแน่นอนว่า Content เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเว็บไซต์เลยก็ว่าได้ เพราะหน้าที่ของ Content จะนำผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมยังเว็บไซต์ของเรามากขึ้นและเมื่อคนเยี่ยมชมเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น นั่นหมายถึงโอกาสที่จะสร้างรายได้ก็มากขึ้นตามไปด้วย

ขั้นตอนที่ 10: เน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่ม, สร้างความโดดเด่นที่แตกต่าง และการบริการ (Focus On Value, Distinction, Service)

Value – การสร้างมูลค่าเพิ่ม: การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ฟัง โดยการให้ข้อมูลดี ๆ สินค้าดี ๆ เนื้อหาที่ดี จนผู้ฟังเกิดความชอบในตัวคุณ ติดตามคุณ และซื้อของจากคุณ

Distinction – การสร้างความโดดเด่นที่แตกต่าง: สร้างความแตกต่าง ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเราเอง ลอกเลียนแบบคนอื่นได้ แต่ต้องยังคงเอกลักษณ์ของตัวเองเอาไว้ และให้สิ่งที่เว็บไซต์อื่นหรือคนอื่นให้ไม่ได้ ซึ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกให้ได้ว่า มาหาเราแล้วแตกต่างจากที่อื่น หาได้เฉพาะที่เว็บไซต์เรา

Service – การให้บริการ: Customer Service: เป็นพื้นฐานของการซื้อ-ขาย ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าบริการหลังการขาย และหน้าที่หลักของเราก็คือ ให้เนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้ฟังของเราอยู่เสมอ

และนี่ก็คือ 10 ขั้นในการเป็นผู้เชี่ยวชาญตามสไตล์ของ Brendon Burchard เจ้าของหนังสือ The Millionaire Messenger ผู้ส่งสารอันมั่ง ที่เราสามารถทำตามแบบ Step by Step ได้ ซึ่งผมก็แนะนำให้เพื่อนไปอุดหนุนเขาสักเล่มหนึ่ง แล้วรับรองว่าคุ้มค่ามาก ๆ และถ้าเราทำตาม 10 ขั้นตอนของหนังสือเล่มนี้อย่างจริงจังแล้วล่ะก็ เราก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้อย่างแน่นอนครับ

ในเมื่อระบบการศึกษาไทยล้าหลังแต่ดันบอกว่าตัวเองสำคัญ จนทำให้คนมากมายพลาดโอกาสสร้างเส้นทางนายตัวเองเอง ถ้าเขาไม่ยอมสอนวิธีเป็นอิสระจากงานประจำ เราจะสอนเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การเป็นลูกจ้างยากกว่านายตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *