Advertising

เมื่อทำธุรกิจควรโต เมื่อการโตคือคำสาปของคนไม่อยากโต

By  | 
 

คำสอนหนึ่งที่ผมได้ยินมาอย่างยาวนานจากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ นั่นก็คือ เมื่อเราทำธุรกิจ ธุรกิจของเราต้องเติบโตเพื่อขยายรายได้ แต่การโตนั้นจำเป็นจริงๆหรือเปล่าสำหรับการทำงาน คำตอบก็คือ อยู่ที่แก่นหลักชีวิตของคนๆนั้น ว่าเป้าหมายชีวิตเป็นอย่างไร…???

บางคนที่มีเป้าหมายใหญ่ เขาก็จะใช้ชีวิตแบบคนมีเป้าหมายใหญ่ แต่ถ้ามีเป้าหมายเล็กล่ะ อย่ารู้สึกผิดที่มีเป้าหมายเล็ก การมีเป้าหมายเล็กนั้น หากเป็นเป้าหมายอย่างที่คุณต้องการจริงๆ นั่นก็คือสิ่งถูกต้องสำหรับคุณ

เคยมีนักปราชญ์บอกว่า “สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดในชีวิต คือการที่เราใช้เวลาทั้งชีวิต ตกปลาตัวที่เราไม่ต้องการ” คุณพอจะเป็นภาพมั้ยครับ…???

ผมเป็นคนหนึ่งที่ฟังเรื่องเล่าความสำเร็จจากนายตัวเองมามากมาย และมีความรู้สึกฮึกเหิม คิดว่าตัวเองน่าจะเหมาะกับการเป็นนักธุรกิจที่มีหลากหลายช่องทางการทำงานเงิน และมีกิจการที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง แต่เมื่อผมได้ลองทำงาน 1 อย่าง และก้าวเข้าไปอีกอย่าง อีกอย่าง อีกอย่าง ไปเรื่อยๆ ผมก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในฝันร้าย มันเหมือนการเดินทางด้วยแผนที่ที่คนอื่นบอกว่าดี แต่เราไม่เคยรู้ว่ามันดีสำหรับเขา แล้วมันดีสำหรับเราหรือเปล่า…???

อีกด้านหนึ่งของคำสอน “รายได้ของคนจะขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราคบ…!!!”

พี่อาร์ เป็นสาวไฟแรง เธอเติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ แต่ก็เป็นธุรกิจระดับกลางที่มีรายได้มากพอจะเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสุขสบาย แต่เมื่อพี่อาร์เริ่มเข้าสังคมและมีเพื่อนที่มีธุรกิจระดับประเทศหลายคน เธอก็เริ่มต้นคิดใหญ่

พี่อาร์ขยายธุรกิจไปมากมาย จากเดิมที่คิดแบบค่อยเป็นค่อยไป เธอก็เริ่มขยายสาขา ขยายแบรนด์ ย้ายออฟฟิตจากที่เดิมไปเช่าสำนักงานในตึกใจกลางเมือง มีลูกน้องมากขึ้น มีหุ้นส่วนและพาร์ทเนอร์มากยิ่งขึ้น ธุรกิจของเธอเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในช่วงแรกๆเธอมีความสุขมาก แต่หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ประสบปัญหากับสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนมากมายประสบ คือ สภาวะ Burn Out

พี่อาร์เริ่มเป็นโรคเครียด กินอาหารไม่อร่อย นอนหลับไม่เต็มอิ่ม ที่โหดกว่านั้น เธอเริ่มเกลียดธุรกิจของเธอเอง เพราะเธอต้องเจอปัญหามากมายสารพัดในแต่ละวัน บางครั้งลูกน้องของเธอก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวพาร์ทเนอร์ผิดใจเรื่องข้อตกลง ยามยอดขายตกจนขาดทุนก็ทุกข์ เพราะนอกจากเธอแล้ว พนักงานของเธอดูไม่เดือดร้อนเลย ซ้ำร้าย ออฟฟิตของเธอตั้งอยู่ในเขตจราจรหนาเเน่น ไปไหนมาไหนรถก็ติดจนปวดหัว เธอต้องทนอยู่กับคนที่ไม่ชอบ ปัญหาที่ไม่ใช่ เพื่อชีวิตในแบบที่เธอไม่ต้องการ

จากเรื่องงานก็กระทบไปเรื่องครอบครัว เรื่องสุขภาพ เรื่องความรักความสัมพันธ์ มันกระแทกไปเป็นลูกโซ่เหมือนหินที่ถูกผลัดให้ตกลงเหวไม่มีก้น

จนในที่สุด พี่อาร์ก็ทนไม่ไหว ต้องขอพักร้อนเพื่อล้างความเครียดที่อยู่ในใจทิ้งไป และเธอค้นพบว่าช่วงเวลาแห่งความสุขที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ช่วงที่เธอมีรายได้เข้ามาหลายล้านต่อเดือน แต่เป็นช่วงที่เธอเริ่มต้นธุรกิจในขณะที่มันยังเล็กๆ ปัญหายังไม่มากมาย และมีเวลาว่างๆไปทำสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่อาร์จะไม่ขยายอาณาจักรของตัวเองเลย

เรื่องของพี่อาร์เป็นเรื่องที่ผมเก็บเอามาคิดย้ำเตือนจิตใจเสมอ เพราะผมเคยเป็นอย่างยิ่งที่จะพยายามทำให้ตัวเองมีรายได้มากยิ่งขึ้น เพราะหวังอยากจะให้คนอื่นชื่นชม อยากจะเป็นที่หนึ่งในใจใครหลายๆคนเรื่องรายได้ แต่ผลลัพธ์นั้นตรงข้าม แทนที่ผมจะมีความสุข ไม่เลย ผมมองกระจกแล้วถามตัวเอง “นี่เรากำลังทำอะไรอยู่…???”

ปรากฏการณ์ “ต้องโตที่สุดเท่าที่จะทำได้” นั่นก็เหมือนกับการออกกำลังกาย เราจำเป็นต้องทำเพื่อให้ร่างกายเราแข็งแรง สุขภาพจิตดี แต่จะไปถึงขั้นเป็นนักกล้ามมืออาชีพหรือไม่ มันก็แล้วแต่ความพอใจของแต่ละคน การมีคุณออกำลังกายแล้วไม่ได้มีกล้ามเหมือนกับอาร์โนสมัยหนุ่มๆ มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่เก่ง เพียงแต่คุณเลือกระดับความพอใจของตัวเองแล้วเดินไป เท่านั้นเอง

กลับมาสู่คำถามสำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่ารายได้ คือ วิธีการหารายได้ เพราะวิธีนั่นเเหละ จะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ของชีวิต เงิน คือ เครื่องมือซื้อสิ่งต่างๆ แต่วิธีหาเงินที่เหมาะสมกับตัวเราจริงๆ คือรางวัลของชีวิตเลยล่ะ

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าการหารายได้เพิ่ม คือการ “ลดชั่วโมงทำงานลง” เพื่อจะได้มีเวลาว่างไปทำสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ และถ้าสิ่งที่คุณรักหมายถึงการทำธุรกิจใหม่ๆ คุณค่อยขยายอาณาจักรของคุณก็ได้ครับ

ส่วนผมนั้นถึงแม้จะเป็น Admin Startyourway แต่เอาจริงๆผมไม่ได้มีความสุขกับการทำงานหาเงินขนาดนั้น ความสุขจริงๆของผมเป็นเรื่องเรียบง่ายมากคือการนั่งอ่านหนังสือ เล่นเกม ดูหนัง อยูกับเมียและบรรดาแมวๆ ด้วยไลฟ์สไตล์ประมาณนี้ ผมก็พอวาดภาพในหัวได้ว่าต้องใช้เงินราวๆเท่าไหร่ และจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ชีวิตในแบบนั้น…!!!

ผมหวังว่าคุณก็คงจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้เช่นกัน ว่าความฝันของคุณจริงๆนั้นมันคืออะไร แล้วก็มุ่งไปทางนั้น อย่าพยายามใช้เงินเป็นตัวตั้ง เพราะเงินเป็นเป้าหมายที่ไม่เคยมีอยู่จริง เมื่อคุณมีเงินล้าน คุณก็อยากมี 5 ล้าน เมื่อถึงแล้วก็อยากมี 10 ล้าน พอถึง 10 ล้านเดี๋ยวก็อยากมี 20 ล้าน

ดังนั้น ผมคิดว่าคุณควรตั้งเป้าหมายก่อนว่าความสุขของคุณคืออะไร แล้วใช้เงินเป็นเครื่องมือในการสนับสนุน ไปให้ถึงจุด “อิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน” ก่อนแล้วค่อยคิดถึงเรื่องอื่นๆ ชีวิตของคุณจะมีความสุขขึ้นมากครับ

<ร้านค้าของ Startyourway> ถ้าคุณอยากรู้ว่าคนไทยธรรมดาท่านอื่นๆที่ไม่ได้มีทุนมากมายเขาสร้างเส้นทางนายตัวเองกันได้อย่างไร เขาทำอาชีพอะไร หาเงินยังไงถึงได้เป็นนายตัวเอง โดยไม่ต้องเสียเวลาไปตามฟังบทสัมภาษณ์แบบวิดีโอ ตามอ่าน Blog แบบตาเปียกตาแฉะ คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือ We are Startyourway 590 บาทได้เลย เนื้อหาเกือบทั้งหมดเป็นเจ้าของเรื่องมาเขียนเองจริงๆครับ

Comments

comments

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *