Article

ถ้ามันไม่ใช่คุณ อย่าฝืน

By  | 
 

ผมเป็นคนหนึ่งที่เคย “พยายาม” อยากจะขายของออนไลน์ เพราะเวลาเห็นเพื่อนๆใน Facebeook มีอออเดอร์เข้าแล้วถ่ายมาแชร์กัน ผมรู้สึกว่าอยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง มันเท่ห์มากๆ ยอดไลค์พร้อมกับคอมเม้นท์ล้วนกระหน่ำเข้ามาชื่นชม

แต่พอผมได้เรียนและลงมือทำ ปรากฏว่า ไม่ง่ายเลย ผมกระอักกระอ่วนมากที่ต้องคอยตอบ inbox ทุกข์ทรมานกับการแพ็คของ การเก็บ Tracking การติดตามสินค้าให้กับลูกค้า รวมไปถึงต้องรับมือกับอารมณ์อันแปรปรวนของลูกค้าตั้งแต่การต่อว่าขนส่งที่บริการไม่สุภาพจนกระทั่งการสอบถามเรื่องวิธีการใช้สินค้า ทันทีที่ผมขายสินค้าได้ไปประมาณ 20 ชิ้นและสูญเสียความสงบในชีวิตไปอย่างมหาศาล ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

วันหนึ่ง ผมได้เจอกับพี่ผู้หญิงท่านหนึ่งโดยบังเอิญ เธอมีรายได้จากการขายของออนไลน์เฉลี่ยเดือนละ 7 – 8 หมื่นบาท เราสองคนได้คุยกัน และพอเธอบอกว่า “คุณวิชญ์เก่งเนอะ สามารถสร้าง Content ได้มากมายหลากหลายแนวและทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว อยู่บ้านกับคนรักตลอดเวลา พี่ชื่นชมจากใจจริงๆ” วินาทีนั้น ผมก็ตาสว่างฉับพลัน แท้ที่จริงแล้ว มนุษย์เราไม่ได้จำแนกความสามารถตาม “พรสวรรค์” อย่างเดียวเท่านั้น แม่แต่เรื่องการหาเงิน แต่ละคนก็มีจริตความชอบและความถนัดเป็นของตัวเองด้วย…!!!

วิธีการหาเงินที่ดีที่สุดในโลกไม่มีจริง มีแต่วิธีหาเงินที่ทำให้คุณได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ

เงิน เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการแลกเปลี่ยน มันคือตัวกลางที่เอามาทดแทนความแตกต่างของราคา “มูลค่า” สินค้า ผมเองมีความรู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่ได้มีความสนุกในการหาเงินให้มากยิ่งขึ้นไปอีก การมีเงินเพิ่มขึ้นในบัญชีไม่ใช่ความสุข แต่ความสุขคือการมีชีวิตแบบที่ผมชอบและเข้าใจตัวเองว่าแท้ที่จริงผมต้องใช้เงินเท่าไหร่เพื่อความสุขกันแน่

แน่นอน ผมไม่ได้บอกว่าคนที่สนุกกับการหาเงินนั้นเป็นเรื่องผิด เพราะบางคนอาจจะรู้สึกสนุกกับการหาเงินเพื่อซื้อรถที่แพงขึ้น บ้านที่ใหญ่ขึ้น เครื่องประดับแต่งตัวที่หรูหรามากยิ่งขึ้น แต่สำหรับผม ผมมีเส้นความพึงพอใจที่เป็นเกณฑ์ส่วนตัว ไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เมื่อผมถึงเป้าหมายนั้นแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลจำเป็นที่ผมจะต้องเร่งชีวิตเพื่อหาเงินให้ได้มากยิ่งขึ้น

การแข่งขันกับคนอื่น อาจจะไม่สำคัญเท่ากับการแข่งขันกับตัวเอง

ด้วยความที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตของผมไม่ได้สูงอะไรมากมาย ทำให้การบ้านทางการเงินของผมนั้นบรรลุได้เร็วกว่าคนที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้สูง ผมมีความสุขกับการจับจ่ายใช้สอยเดือนละ 20,000 บาทโดยประมาณ และความสุขของผมในช่วงวัย 33 ปีนี้ก็สามารถหาได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนโต เช่น ราเมน ออกกำลังกาย อ่านหนังสือดีๆ และเที่ยวในประเทศและต่างประเทศซักปีละ 1 – 2 ครั้ง เพียงเท่านี้ ชีวิตของผมก็มีความสุขเหลือล้นแล้ว นี่คือเหตุผลที่ผมไม่ได้อยากทำอะไรเพิ่มเพื่อหาเงินให้มากยิ่งขึ้น แค่ทำในระดับที่ทำทุกวันนี้ ผมก็พึงพอใจ

แน่นอน ผมคิดว่า Startyourway เองก็เป็นแบรนด์ที่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง พอผมประกาศตัวไปว่าเป้าหมายทางการเงินของผมนั้นมันเล็กน้อยมากๆ ก็มีหลายท่านที่ออกแนว “ดูถูกเหยียดหยาม” เรื่องการมีความฝันเล็กและไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ถ้าเป็นสมัยก่อนผมคงโกรธจนแทบอยากจะท้าตีท้าต่อย แต่ ณ ปัจจุบันนี้ ผมอายุไม่ใช่น้อย ผมแยกแยะได้ว่าการปล่อยวางเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิตนั้น มันจะตอบแทนความสุขคืนกลับมาให้ชีวิตเราอย่างมหาศาล

ผมลงทุนถึงขนาดเลิกเล่น Facebook เพื่อเรียกคืนเอาความสงบกลับมาในชีวิตอีกครั้ง และผมก็เริ่มเข้าใจสัจธรรมจากผู้อาวุโส ว่า “ความสุขเหนือกว่าความสงบใจ” นั้นไม่มีอีกแล้ว

เคยมีนักธุรกิจท่านหนึ่งที่ผมไม่รู้จักบอกว่า “อย่าเสียเวลาเอาตัวเองไปวิ่งบนเลนของคนอื่น เพราะมันเหนื่อยมากๆ สู้เอาเวลาทั้งหมดมาทุ่มเทและวิ่งในเลนของตัวเองดีกว่า” จากที่ผมเคยอยากจะมีรายได้เยอะๆเพื่อให้คนอื่นยอมรับ อยากจะมียอดขายถล่มเข้ามาเพื่อเอามาโพสต์แล้วให้เพื่อนใน Facebook ชื่นชม ผมก็เปลี่ยนความคิดไปเลย

ผมพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นทำงานจนถึงวันนี้ ผมบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ผมต้องการแล้ว ผมพอ…!!! ผมเข้าเส้นชัย ที่เหลือก็แค่ทำให้มันมั่นคงขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ได้ปรารถนาว่าจะมีมากกว่านี้แล้ว แต่ถ้าทำงานเท่าเดิมแล้วรายได้เพิ่มมากขึ้นล่ะก็ เอาครับ ไม่ปฏิเสธ แต่จะไม่ขอทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อหารายได้ให้มากยิ่งขึ้น ยกเว้นว่างานนั้นจะเป็นงานที่ผมอยากจะทำเพราะความสนุกจริงๆ

ถ้าเป็นผมตอนอายุ 20 ได้มาอ่านบทความที่ผมเขียนนี้ตอนอายุ 30 ผมก็คงรังเกียจตัวเองและคิดว่านี่มันเป็นข้ออ้างของผู้พ่ายแพ้ ส่วนผมในวัย 30 ถ้าเจอตัวเองในวัย 20 พูดอย่างนี้ ก็คงไม่ตอบโต้อะไร เพราะมนุษย์เรามีสิทธิ์เลือกความเชื่อของตัวเอง และความเชื่อนั้นเเหละ จะเป็นตัวกำหนดความสุข ความพึงพอใจให้กับชีวิต

เรากำลังอยู่ในโลก Social ที่ทุกคนมีสิ่งดีๆมาแชร์ให้แก่กัน และสิ่งดีๆนั้นก็ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบอย่างไม่รู้ตัว ต่อให้วันนี้คุณสามารถหาเงินได้ 1 แสนบาทต่อเดือน ถ้าคุณยังไม่หยุดเปรียบเทียบ คุณก็อยากจะแข่งขันกับคนที่มีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท และเมื่อไปถึง คุณก็อยากจะแข่งขันกับคนที่มีรายได้เดือนละ 10 ล้านบาทอยู่ดี MJ Demaco ผู้เขียนหนังสือ “เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี” ได้กล่าวเอาไว้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเอาตัวเองไปลงสนามแห่งการเปรียบเทียบ ต่อให้คุณมีมากขนาดไหนก็ตาม จิตใจของคุณจะรู้สึก “ขาดแคลน” ตลอดเวลา และเรียกร้องให้มีมากยิ่งขึ้นๆไปอีกเพื่อที่จะได้มีความสุข

คุณสามารถตื่นแล้วเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับอะไรก็ได้ เช่น คนหล่อกว่า รวยกว่า อายุน้อยกว่า ภรรยาสวยกว่า กินหรูกว่า มีครอบครัวที่อบอุ่นกว่า แต่เชื่อมั้ย คนที่มีความสุขจริงๆ คือคนที่สามารถหาเงินบนความพึงพอใจส่วนตัว ซึ่งผมก็รู้จักพี่ๆหลายคนที่เขารวยมากๆ หาเงินได้เยอะมากๆ เขาก็ยังไม่หยุดคิดโปรเจคในการหาเงิน แต่ไม่ใช่เพราะเขาอยากรวยกว่าที่เป็นอยู่ เขาแค่ “สนุก” กับการทำงานและเต้นระบำไปกับมันนั่นเอง

อะไรที่ไม่ใช่ก็อย่าฝืน เลิกฝืนเมื่อไหร่แล้วยอมรับธรรมชาติของการเป็นตัวเอง เมื่อนั่นความสุขก็ตามมาครับ เอาจริงๆ ความสุขของชีวิตมนุษย์มันก็ไม่ได้มีราคาแพงอะไรมากมายหรอก แค่คุณสามารถขอบคุณตัวเองได้ในทุกๆเช้า ชื่นชมตัวเองได้ทุกๆวัน และเลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครเท่านั้นเอง

Comments

comments

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *