Article

ทำไมการสะสมข้าวของถึงทำให้ความสุขน้อยลง

By  | 
 

สมัยตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมมีความเชื่อว่า หากเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมโตขึ้น ทำงานแล้วมีรายได้ ผมจะใช้เงินที่หามาได้ซื้อทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการให้หมด แล้วผมก็จะมีชีวิตที่มีความสุข อวดข้าวของให้คนรอบข้างชื่นชมอิจฉา และกลายเป็นที่ยอมรับจากสังคม

ผมจึงเริ่มต้นสะสมสิ่งของต่างๆนาๆ ตั้งแต่หนักสือการ์ตูน หนังสือนิยาย หนังสือเรียน จนกระทั่ง DVD ภาพยนต์ ผมวาดฝันว่าในอนาคต ห้องนอนของผมจะห้อมล้อมไปด้วยของสะสม ว้าว แค่คิด ชีวิตผมก็มีความสุขแล้ว

แต่ความจริง ไม่เป็นเช่นนั้น

ตอนนี้ข้าวของที่ผมสะสมนั้นอยู่ไกลจากที่ฝันเอาไว้มาก คือในฝันนี่จินตนาการว่าหนังสือต้องมีมากจนเรียงเต็มฝาผนังได้เหมือนห้องสมุด แต่ความสุขของผมกลับไม่ได้มากมายดั่งที่คิด ซ้ำร้าย ผมกลับรู้สึกว่า ข้าวของที่ผมสะสมเหล่านั้น ดึงดูดความสุขในชีวิตผมออกไปเสียมากกว่า โคตรเกะกะ เสียพื้นที่ใช้สอยในบ้านไปอีก และดูเหมือนมันจะรบกวนพื้นที่ใช้สอยภายในจิตใจตัวผมไปด้วย

ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองวิตกจริตเกินไป เลยไปศึกษาหาข้อมูลว่ามีใครในโลกใบนี้บ้างไหมที่มีความรู้สึกเหมือนกับผม ปรากฏว่า ผู้ที่ชื่นชอบการสะสมข้าวของอย่างไร้ความหมาย มีชื่อเรียกว่า Maximalist หรือพวก สะสมเอาไว้ก่อน ประโยชน์ใช้สอยนั้นเอาไว้ทีหลัง สะสมจนชีวิตตัวเองไม่ราบลื่น มีปัญหา และกลายเป็นคนที่ถูกข้าวของพะรุงพะรังชีวิตจนขาดอิสรภาพ

ผมมานั่งพิจารณาดูด้วยสติ เออ จริงวุ้ย พอชีวิตมีข้าวของแล้ว ผมกลับรู้สึกเคร่งเครียดมากกว่าตอนที่เริ่มต้นสร้างชีวิตเสียอีก พอวิเคราะห์หาสาเหตุลึกๆ ก็คิดว่ามันเป็นเพราะ ข้าวของ ทำให้สมองของเราต้องแบ่งพลังงานเพื่อหาทางรักษาข้าวของให้อยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลา ผมเริ่มเปรียบเทียบตัวเองเป็น Computer ข้าวของที่เยอะแยะก็เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ติดสารพัดโปรแกรมเข้าไปจนทำให้ศักยภาพของคอมพิวเตอร์นั้น “ด้อย” เกินกว่าความเป็นจริง

การมีสิ่งของเยอะๆอาจจะมีข้อดีก็จริง แต่ข้อเสียของมันนั้นก็สร้างความน่ารำคาญให้กับชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างผมเป็นคนที่ชอบสะสมหนังสือมากๆ ผมจึงเสียเงินเยอะมาก (ปีหนึ่งหลักหมื่นบาท) เพื่อซื้อหนังสือมใากองเป็นภูเขาแล้วก็ไม่อ่าน ด้วยความเยอะของสิ่งที่ซื้อ ผมตกตะลึงอย่างยิ่งที่ในหลายๆครั้ง ผมจำไม่ได้ว่าหนังสือเล่มที่อยู่ในมือของผมตอนเข้าร้านหนังสือนั้น ผมซื้อมันแล้วหรือยัง จนก่อให้เกิดการซื้อซ้ำแบบโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเอง

ที่เจ็บปวดสุดๆ คือ เล่มที่ซื้อซ้ำนั้น ผมเคยอ่านมันไปแล้วครึ่งเล่มด้วย…!!!

แถมของสะสมของผมนั้นทำให้ผมทำความสะอาดห้องยากขึ้น เป็นแหล่งสะสมของฝุ่น และทำให้ผมค้นหาข้าวของที่ต้องการใช้ลำบากขึ้นด้วย ปวดหัวจริงๆ

เท่านั้นยังไม่พอ กลุ่มคน Maximalist นั้น จะต้องใช้เงินที่ไม่ก่อประโยชน์มากมายเพื่อสะสมข้าวของที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรในชีวิตด้วยนอกเสียจากเพิ่มความวุ่นวายเปล่าๆ เป็นการฟุ่มเฟือยในเชิงสนองความต้องการซื้อ แต่ไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจในชีวิตตัวเองได้

แน่นอน เมื่อมีกลุ่มคนที่เป็นพวกสะสมข้าวของแบบ Maximalist แล้ว มันก็ย่อมมีกลุ่มคนที่ต้องการปลดแอกตัวเองออกจากความทุกข์ กลุ่มคนที่รู้สึกถูกข้าวของปลอมเป็นโซ่ตรวนลากแขนลากขาตัวเองให้ติดอยู่ในคุกแห่งสิ่งของท่วมหัว กลุ่มคนขั้วตรงข้ามขั้นสุดนั้นใช้ชีวิตโดยยึดหลักว่า “ยิ่งเรามีสิ่งของน้อยในชีวิตน้อยเท่าไหร่ เรายิ่งมีอิสรภาพในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้นเท่านั้น…!!!” กลุ่มคนเหล่านั้นเรียกว่า Minimalist

ผมเริ่มต้นศึกษาทันทีว่า Minimalist มันคืออะไร…??? ประโยชน์ของมันคืออันใด…??? และถ้าอยากจะเริ่มต้นจะต้องทำยังไง….??? จนได้ข้อสรุปที่ผมพึงพอใจ  นั่นคือผมควรจะลองเป็น Minimalist ดูซักตั้ง

หลักการของ Minimalist นั้นเรียบง่าย ง่ายเหมือนคำคมที่ดังและผ่านหูใครต่อใครมาหลายครั้งแล้ว นั่นคือ Less it More น้อยแต่มาก

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4 Hour Workweek เป็นคนแรกที่สอนให้ผมได้รู้จักทฤษฏีว่า ถ้าอยากมีอิสรภาพในการสร้างไลฟ์สไตล์ คุณต้องมีพันธนาการชีวิตในต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ จงเริ่มฝึกนิสัยไม่สะสม ฝึกปล่อยวางจากการปล่อยสิ่งของที่เรามีให้ออกไปจากชีวิต ทำให้ตัวของเราเบาสบายโดยกการไม่ยึดติดกับอะไร ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานหรือข้าวของที่เราไม่แทบไม่เคยหยิบจับมันเลย

มันน่าละอายมากที่ผมมีหนังสือในห้องนอนเป็นร้อยๆเล่ม แต่มีหลายเล่มที่ผมซื้อมาแล้วแทบไม่เคยหยิบมันขึ้นมาอ่านแล้ว พอผมรื้อตู้เพื่อที่จะคัดเลือกหนังสือมาขาย ถึงจะเป็นหนังสือที่ไม่เคยหยิบอ่าน แต่ในใจของผมก็รู้สึกเสียดายที่จะปลดปล่อยความเป็นเจ้าของและให้หนังสือของผมมันมีอิสรภาพ ผมกลัวว่าถ้าเราปล่อยมือจากหนังสือเล่มนี้แล้ว เราอาจจะไม่ได้พบกันอีก

แต่ Tim Ferriss ก็ให้ทางสว่างกับผม “โละทิ้งให้หมด ขายให้เกลี้ยงไปเลย แม้กระทั่งสิ่งไหนที่คุณคิดว่าอยากสะสมไว้ในอนาคตก็ขายทิ้งไปซะ หากอยากได้จริงๆ ตอนที่คุณต้องการค่อยกลับไปซื้อใหม่ก็ได้” เออ จริง ผมสามารถกลับไปซื้อใหม่ได้เสมอในสิ่งที่ผมต้องการถ้าผมมีเงิน

ผมเลยฝึกนิสัยรักการอ่านแต่ไม่สะสม ด้วยการซื้อเครื่องอ่าน Ebook ของ Hytext มาเลย ราคาราวๆ 13,000 บาท และทดลองอ่านแต่ Ebook อย่างเดียวโดยไม่ซื้อหนังสือเล่มอีกเลย ผลลัพธ์ที่ได้คือ “เฮ้ย เจ๋งมากๆ” เครื่องอ่าน Ebook Nova 2 ของผมนั้นมีขนาดราวๆ Ipad Mini ผมสามารถจุหนังสือ 30 เล่มที่ซื้อผ่าน Mebmarket ได้โดยไม่ต้องใช้พื้นที่จัดเก็บเลย ถึงแม้จะไม่ได้สัมผัสกระดาษจริงๆ แต่ถ้าเทียบกับการที่ชีวิตผมมีข้าวของน้อยลง มีพื้นที่ในห้องและในใจมากยิ่งขึ้น ผมรู้สึกว่ามันคุ้มค่ามากๆ

พอข้าวของในชีวิตน้อย เรื่องที่มีให้กังวลก็น้อยลงไปด้วย จนทำให้ผมนึกถึงศาสดาของศาสนาพุทธ ที่ท่านก็ทรงมีข้าวของในชีวิตตอนออกบวชเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ดูเหมือนว่าท่านเองก็เป็น Minimalist ทั้งทางกายและใจเลยล่ะ

ผมฝึกตัวเองไม่ให้ซื้อของที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตผมมาซักพักใหญ่ๆแล้ว หลังจากนี้ การทดลองเป็น Minimalist ของผมกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และผมหวังว่า ความสุขในชีวิตของผมจะทวีคูณมากยิ่งขึ้น มากเสียจนผมไม่อยากกลับไปสะสมข้าวของอีกเลยครับ

Comments

comments

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *