Article

อันตรายการจากอดนอนแล้วขับรถ การวางแผนชีวิตที่คาดไม่ถึง

By  | 
 

ผมตื่นนอนตอน 8 โมงเช้าเพื่อขับรถพาเมียไปทำงาน ความงัวเงียเล่นงานผมเสียอยู่หมัด ก่อนหน้านี้ผมปั่นทำงานจนถึงตี 3 การนอนเพียง 5 ชั่วโมงเพื่อออกไปทำงาน Freelance ถือว่าน้อยมาก ถ้านานๆนอนน้อยซักครั้งก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าบ่อยๆอาจจะอันตรายถึงชีวิตเลยก็ได้

หลังจากเมียผมทำงานเป็นนางแบบถ่ายคลิปวีดีโอให้กับ Cute Press อย่างสุดความสามารถ ส่วนผมก็ถ่ายวีดีโอทำ Vlog ลง Fanpage Madampam อย่างบ้าบอ งานก็เสร็จลงราวๆบ่าย 3

ตลอดเวลาที่อยู่ใน Studio ผมง่วงนอนมากๆ หลังจากขึ้นรถเตรียมจะกลับบ้าน ด้วยความดีใจเกินเหตุ โครม…!!! ผมถอยรถชนต้นไม้ กันชนหน้าซ้ายของผมยุบลงไป ส่งผลให้เวลาขับรถขึ้นสะพาน ยางรถของผมต้องถูกถูไถกับตัวถังซะงั้น ไม่ซ่อมคงไม่ได้

เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาอีก แต่ผมกลับไม่เสียความรู้สึก…!!!

ผมขับรถ ECO Car คันปัจจุบันมา 8 ปีแล้ว และตั้งใจจะใช้ให้ได้อย่างน้อยราวๆ 10 ปี ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนคันใหม่…!!! ดังนั้น รถของผม ผมจะต้องถนอมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งต้องซ่อมมากเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายจะยิ่งเยอะขึ้นเท่านั้น

การตัดสินใจเปลี่ยนรถทุกๆ 10 ปี อยู่ในแผนการวางแผนการเงินของผมตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของผมไม่ใช่การมีข้าวของเครื่องใช้มากมายแล้วทำงานงกๆเพื่อหาเงินมาจ่ายให้กับมัน แต่เป็น การมีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นและพอเพียงกับชีวิตเท่านั้น จะได้มีเงินเหลือเยอะๆ และเอาเงินส่วนเกินนั้นไปทำประโยชน์ให้กับชีวิตตัวเองจริงๆ

ผมศรัทธาในเรื่องของ “เกษียณเร็ว” และตั้งเป้าหมายจะทำให้ได้ก่อนอายุ 30 ปี เอาเข้าจริงๆก็มาทำได้ตอนอายุ 34 ด้วยค่าใช้จ่ายในชีวิตที่ไม่สูงมาก หนี้บ้านไม่มีเพราะอยู่กับครอบครัว (และช่วยหารค่าเช่า) ส่วนรถก็เป็น ECO Car ธรรมดา ทำให้ผมมีความเบาสบายใจเรื่องการเงินเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่มีหนี้หลักล้านในวัยเดียวกัน

เมื่อความต้องการในชีวิตไม่ได้สูง การบ้านเรื่องการเงินก็ไม่ได้สูงมาก

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ต้องทำงานเลย เพราะผมเคยโยนงานทั้งหมดไปให้ Freelance ทำแล้ว ในช่วงเดือนแรกๆมันก็สบายดีอยู่หรอก แต่ไม่นาน ผมค้นพบว่าชีวิตผมมันน่าเบื่อสิ้นดี การมีเวลาว่างมากจนเกินไป ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่มีงานให้ทำ มันไม่ใช่ความรู้เบื่อธรรมดาๆนะ แต่มันกลายเป็นความว่างเปล่าของชีวิตเลย…!!!

ถึงกระนั้น ผมก็รู้สึกแย่ที่ประมาทจนทำให้รถของผมต้องเสียหาย ผมจะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไรดี

ผมเคยได้ยินเรื่องเล่ามานมนาน ว่าคนวัยเกษียณที่ไม่อะไรทำ จะเริ่มมีปัญหากับชีวิตตัวเอง และจะเริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองไม่คาดคิดว่าจะทำ หาอะไรทำเพื่อให้ผ่านชีวิตแต่ละวันๆไป มันเป็นความทรมานอีกแบบ ความทรมานจากการหาจุดลงตัวเรื่องคุณค่าของชีวิตตัวเองไม่เจอ

ดังนั้น การเกษียณของผม จึงไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงาน แต่หมายถึงการเลือกทำงานและใชีชิวิตโดยไม่ได้เอาเรื่องเงินมานำหน้าเป็นสิ่งแรก จะได้ไม่ต้องบังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่ตนไม่ได้ชอบ ไม่ได้อยากทำตลอดเวลา

ผมโชคดีที่ค้นพบความจริงนี้ก่อนจะอายุเลยเข้าสู่วัย 55 ปี ซึ่งเป็นวัยที่คนไทยนิยามเอาไว้ว่าเป็นวัยเกษียณ

ซึ่งมันก็อาจจะไม่เป็นดั่งที่คิดก็ได้

10 ปีก่อน อาจารย์ของผมท่านหนึ่งที่มหาลัย เปรยๆกับผมอย่างมีความสุขว่าท่านทำงานมานาน อีกไม่กี่ปีท่านก็จะเกษียณแล้ว จะได้ยกภาระทั้งหมดลงจากบ่าเสียที น่าเศร้า หลังจากเกษียณได้ 2 ปี ท่านจากไปด้วยมะเร็งในตับ ก่อนจะเสียก็เข้าออกโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวเพียงอย่างเดียว สุดท้าย ทำงานมาทั้งชีวิต แต่ก็ไม่ได้พักผ่อนอย่างมีความสุขสมใจอยาก

แม้แต่วินาทีสุดท้ายของชีวิต ผมคิดว่าอาจารย์ก็สอนสิ่งล้ำค่าให้กับนักศึกษาอย่างผม เราจะเสียอะไรก็เสียไป แต่ตราบใดที่ยังไม่เสียชีวิต จงทำทุกสิ่งทุกอย่างให้คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะอย่าเสียดายกับสิ่งที่เราสามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยเงิน

สำหรับคนที่สร้างเส้นทางนายตัวเอง สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆคือการฝึกเรื่องบริหารเงิน และมีหนังสือหลายเล่มกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างมีนัยยะสำคัญ พร้อมให้เหตุผลว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขทางการเงิน ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่มีอะไรผิดเลย มันเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน แต่อีกความสามารถหนึ่งที่ผมคิดว่าพวกเราทุกคนควรฝึก คือการตระหนักรู้ว่า “ชีวิตคนเรานั้นมีเวลาจำกัด เลือกให้ดีว่าอยากจะใช้เวลาแต่ละนาทีไปกับอะไร”

สมัยเด็กผมคิดว่าตัวเองมีเวลาในชีวิตมากมาย จะฟุ่มเฟือยแค่ไหนก็ได้ แต่ความจริงอาจตรงข้าม อาจารย์ของผมก็เสียชีวิตด้วยวัยที่พึ่งเริ่มเกษียณได้ราวๆ 2 ปีเท่านั้น ทั้งๆที่ท่านเฝ้ารอวันนั้นมาอย่างยาวนาน แต่พอได้รับมาจริงๆ ก็อยู่กับมันได้ไม่นาน ถ้าท่านอยากจะสอนอะไรผมอีกซักครั้ง ผมว่าท่านคงอยากจะพูดเรื่อง “เวลา” อย่างแน่นอน

พอผมคิดได้ดั่งนั้น พลันมองดูรอยบุบบนรถของผม ผมก็เกิดความรู้สึกว่า ถ้าเราเอาเวลาไปหงุดหงิดฟุ้งซ่านกับรอยบุบ จนเผลอใช้เวลาทั้งวันหงุดหงิดไปกับทุกสิ่งทุกอย่าง กับทุกคนและทุกสถานที่รอบด้าน ผมอาจจะเป็นคนโง่ที่ใช้เวลาได้อย่างไรค่าก็ได้ ด้วยวิธีคิดแบบนี้ทำให้สติมาเต็มเปี่ยม แล้วผมก็ต้องงุนงงกับตัวเอง ผมมองรอยบุบของรถยนต์ด้วยรอยยิ้ม และก็บอกกับตัวเองว่า “คราวหลังก็ระวังไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกแล้วกัน”

ผมมีความสุขทั้งๆที่ควรจะมีความทุกข์ นั่นเพราะผมตระหนักว่า “เวลามันสำคัญขนาดไหนนั่นเอง”

Comments

comments

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *