Article

ใครถูก ใครผิด

By  | 
 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในยุคเกาหลีโบราณ จองโฮ กับ ซึงมิน เป็นเพื่อนรักกัน แต่เมื่อเติบใหญ่ ทั้งคู่ต่างก็ไปแสวงหาเส้นทางของตัวเอง

โดย จองโฮ เลือกที่จะไปเป็นชาวสวนชาวไร่ที่ทำมาหากินด้วยการขายผักผลไม้ ถึงแม้จะไม่ร่ำรวย แถมงานที่ทำก็ไม่ใช่งานเบาสบาย แต่ก็สามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้โดยไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น ถึงแม้ในบางมื้อ ครอบครัวของจองโฮจะได้กินเพียงข้าวกับเมล็ดถั่วก็ตาม ไม่ได้มีอาหารชั้นเลิศให้กิน แต่พวกเขาก็อยู่รอดได้

ส่วน ซึงมิน นั้น เลือกเส้นทางแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยโดยการไปเป็นขุนนาง ในตอนแรกเขาตั้งเป้าหมายว่าจะทำงานเพื่อประชาชน คาดหวังเห็นชาติบ้านเมืองเจริญ แต่การเมืองเป็นเรื่องไม่ง่ายเช่นนั้น ใครก็ตามที่ทำงานดีจนประชาชนหลงรัก ไม่ยอมเอื้อผลประโยชน์ให้ขุนนางด้วยกัน จะถูกผู้มีอำนาจกำจัดทิ้งอย่างสิ้นซาก สถานเบาก็คือถูกไล่ออกจากราชสำนัก สถานหนักคือครอบครัวและคนที่ตนรักถูกทำร้าย เพื่อความอยู่รอด ขุนนางทั้งหมดต้องทำให้ฝ่าบาทพึงพอใจอย่างสูงสุด และฝ่าบาทของพวกเขา ขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจขั้นสุดยอด ไร้เหตุผล ไม่สนใจดูแลทุกข์สุขของประชาชน ใครก็ตามที่ทำให้ฝ่าบาทเคืองพระทัย ขุนนางผู้นั้นเตรียมหมดอนาคตได้เลย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ขุนนางทุกคนต้องเเบกรับความเครียดเป็นอันมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งซึงมินด้วย

ทุกๆวัน ซึงมิน ไม่เคยมีความสุขกับการทำงาน ไม่เคยมีความสุขกับการใช้ชีวิต เขาเกลียดการเป็นขุนนาง เกลียดการปั้นหน้าหลอกลวงว่ามีความสุข เขาไม่ชอบขุนนางทุกคนที่ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง แต่ด้วยภาระครอบครัวที่ตัวเองต้องแบกไว้ จึงทำได้เพียงแค่ก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อเงินต่อไป

30 ปีผ่านไป พวกเขาก็ได้มาพบเจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ได้พูดคุยกันซักพัก ซึงมิน ก็ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า

“น่าเสียดายยิ่งนักที่เจ้ามีชีวิตเฉกเช่นชาวไร่ชาวสวนที่ยากจนเช่นนี้ ถ้าเจ้าทำเหมือนข้า อดทนรับใช้ฝ่าบาท เรียนรู้ที่จะสนองความต้องการของฝ่าบาท เจ้าจะไม่ต้องยังชีพด้วยการกินข้าวและเมล็ดถั่ว แถมยังมีเงินล้นฟ้า อยากจะซื้ออะไรก็ซื้อได้ มีเงินเหลือกินเหลือใช้ เรียกได้ว่าร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีเลยล่ะ แค่ปิดหูปิดตากับความเจ้าอารมณ์ที่ปรวนแปรของฝ่าบาทให้ได้ พยายามเอาอกเอาใจจนเป็นคนโปรดของพระองค์ เงินทองก็จะไหลมาเทมาไม่รู้จักจบจักสิ้น ชีวิตสุขสบายทั้งชาติ”

ซึงมินย้ำอีกครั้ง “ถ้าเจ้าเรียนรู้ที่จะสนองความต้องการของฝ่าบาท เจ้าก็ไม่ต้องฝึกเรียนรู้ที่จะดำรงชีพด้วยข้าวและเมล็ดถั่ว”

ซึงมิงพูดด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง และก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นจองโฮถอนหายใจและอมยิ้ม เมื่อถามว่าคิดอะไรอยู่ จองโฮจึงตอบว่า

“ถ้าเจ้าเรียนรู้ที่จะดำรงชีพด้วยข้าวและเมล็ดถั่ว เจ้าก็ไม่ต้องฝึกเรียนรู้ที่จะตอบสนองความต้องการของฝ่าบาท”

คำตอบของจองโฮทำให้ซึงมินตกตะลึงตาค้าง

คุณเคยได้ยินคำสอนที่ว่า “คนมากมายทำงานที่ตัวเองไม่ได้รัก เพราะเอาเงินไปซื้อของที่ตัวเองไม่ได้ต้องการ และเอาไปอวดคนที่ตัวเองไม่ชอบ” มั้ยครับ ผมพูดประโยคนี้หลายครั้ง เพราะมันเป็นความจริง และถ้าคุณหลุดพ้นจากคำสาปนี้ได้ ชีวิตพวกเราทุกคนจะมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย

นิทานเรี่องที่ผมเล่าไป ผมขยายความว่ามาบทหนึ่งในหนังสือ “หนทางเรียบง่ายสู่ความมั่งคั่ง เส้นทางอิสระทางการเงิน” ซึ่งสอนให้รู้ว่า ถ้าเราเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่เอาความสุขไปผูกกับยศถาบรรดาศักดิ์ รู้จักการใช้เงินให้เหมาะสมกับฐานะ มีเก็บ มีใช้ โดยไม่ต้องไปสนใจว่าคนอื่นจะมองว่าเราเป็นอย่างไร ปล่อยวางตัวเองออกจากสายตาคนรอบข้าง เราจะกลายเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองที่แท้จริง มีอิสรภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ต้องตกเป็นทาสของค่านิยม

และอาจจะมีหลายคนสงสัย ถ้าเราไม่เอาเงินไปซื้อวัตถุ ซื้อความสุข แล้วเราจะทำงานหาเงินไปเพื่ออะไร ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้เงินน้อยมากๆ แทบไม่ซื้ออะไรฟุ่มเฟือยเลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ซึ่งนั่นมันทำให้ผมเข้าใจ ว่าคนที่ทำงานเก็บเงิน ไม่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย เขาเอาเงินไปทำอะไร

คำตอบเรียบง่าย พวกเขาเอาเงินไปซื้อสิ่งที่มีมูลค่าสูงมากๆ สูงกว่าบ้าน รถ ทริปท่องเที่ยว หรือ ของเล่นราคาแพง นั่นคือ อิสรภาพ…!!!

อิสรภาพจากสิ่งที่ไม่ชอบ จากงานที่ไม่ได้รัก จากสังคมที่เราไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วย อิสรภาพจากการทำงานเพื่อใช้หนี้แบบเดือนชนเดือน

และบนโลกใบนี้ ไม่มีอะไรที่จะมีค่ามากกว่าอิสรภาพ

อิสรภาพที่จะได้ใช้ชีวิตกับคนรัก อยู่กับลูกหลาน อยู่กับครอบครัว ทำในสิ่งที่มอบความสุขให้กับเรา อยู่ในสถานที่ที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุข

และการจะมีอิสรภาพให้ได้นั้น ก็ต้องมีเงินก้อนมากพอเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเอาเวลาไปทำงานตลอดเวลา

และการจะมีเงินก้อนได้นั้น นอกจากจะต้องมีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว การกดค่าใช้จ่ายให้ต่ำเข้าไว้ จะทำให้เรามีเงินเหลือมากขึ้น

เงินเหลือนั่นเเหละ คือ เงินที่จะซื้ออิสรภาพให้กับชีวิตเรา

แน่นอน จองโฮ กับ ซึงมิน เอาจริงๆก็ไม่มีใครผิดหรือถูกหรอกครับ ทุกคนล้วนมีเจตจํานงเสรีที่จะเลือกเส้นทางชีวิตให้กับตัวเอง อยากจะใช้ชีวิตเรียบง่ายหรือฟุ้งเฟ้อ มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลเลยครับ แต่ถ้าจะให้ผมเชียร์จากใจ ผมคิดว่า “การเลือกเส้นทางที่ทำให้เรามีความสุขและเรียบง่าย” นั่นเเหละ สำคัญที่สุดเลยครับ

Comments

comments

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *