Article

สัมภาษณ์ นายตัวเองที่ขาย Ebook นิยายไทยอย่างเดียว

By  | 
 

อาชีพนักเขียนเป็นความฝันของคุณหรือเปล่า คุณเคยคิดไหมว่านักเขียนก็สามารถเลี้ยงชีพตัวเองในยุคนี้ได้ อ่านประสบการณ์ของคุณมิ่ง นักเขียนนิยายที่ดำรงชีวิตได้ด้วยการเขียนนิยายอย่างเดียวเพรียวๆนะครับ

แนะนำตัวหน่อยว่าคือใคร

ชื่อ ธีรอาภา อรุณรัตนธาดา เรียกมิ่งก็ได้ค่ะ อายุ 36 อาชีพปัจจุบันคือนักเขียนอิสระ เขียนได้หลากหลายแนว เขียนพวกบทความ หรือ Ghost Writer ก็เคยทำ แต่ที่ถนัดที่สุดและชอบมากที่สุดคือการเขียนนวนิยาย เมื่อปี 2550 ได้เป็นนักเขียนเต็มตัวมีผลงานตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์เป็นครั้งแรก ปัจจุบันชีวิตการเป็นนักเขียนก็เข้าปีที่ 13 แล้ว ผลงานที่ผ่านมา…นิยายตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ 27 เรื่อง บทความเรื่องสั้น 2 เรื่อง งาน Ghost Writer 3 เรื่อง และมี E-Book วางขายในระบบ 16 เรื่อง ที่ผ่านมาใช้นามปากกามากมาย เนื่องจากแต่ละประเภทงาน และงานที่ออกกับแต่ละสำนักพิมพ์ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนนามปากกาตามความเหมาะสม ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็จะใช้ Mingmada, มิ่งมาดา, ริมเมย

แต่ต้องบอกก่อนว่าตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีปี 2549 ก็ไม่ได้มีอาชีพนักเขียนนะคะ ตั้งแต่จบมาก็ทำงานประจำกินเงินเดือนมาหลายอย่างมาก ทั้งบริษัทเอกชน, ธนาคาร, องค์กรรัฐวิสาหกิจ แต่ตลอดเวลาที่ทำงานประจำนั้น ด้วยความที่รู้ตัวเองมาตลอดว่าการเป็นนักเขียนคือตัวตนของเรา เพราะฉะนั้นจึงเขียนนิยายควบคู่กันกับการทำงานประจำมาตลอด ไม่เคยทิ้งเลย พัฒนาฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอด เป็นมนุษย์เงินเดือนตอนกลางวัน เป็นนักเขียนตอนกลางคืน วันๆ หนึ่งได้นอนน้อยมากกก ทำอย่างนี้จนกระทั่งงานเขียนทำรายได้มากกว่างานประจำแบบขาดลอย มี Passive Income มากกว่าค่าใช้จ่ายรายเดือนในทุกเดือน มีเงินเก็บในมืออย่างที่อุ่นใจได้ เมื่อจัดการกับหนี้สินจนแทบไม่เหลือแล้ว วางแผนทางการเงินเอาไว้อย่างรัดกุม จึงลาออกจากงานประจำและมายึดอาชีพนักเขียนแบบเต็มตัวค่ะ (จะบอกว่า ในขั้นตอนนี้ยากมากค่ะ และใช้เวลาในการจัดการอยู่นานหลายปีเลย) ทุกวันนี้มีอิสรภาพทางการเงิน แต่ไม่ใช่มีอิสรภาพแล้วจะไม่ทำงานนะคะ ยังทำงานอยู่ แต่เพียงแค่เลือกทำเฉพาะงานที่ตัวเองรักและมี Passion เท่านั้นค่ะ นั่นก็คือการเป็นนักเขียนที่ฝังอยู่ในจิตวิญญาณมาตั้งแต่เด็ก นอกจากนั้นก็ใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับกิจกรรมที่มีความสุข

เขียน Ebook ขายหาเลี้ยงชีพตัวเองยังไง

ต้องบอกก่อนว่ามิ่งเข้ามาในวงการ E-Book เมื่อปี 2556 ซึ่งก็เป็นเวลา 7 ปีมาแล้ว วางขายครั้งแรกที่เว็บ Meb ซึ่งตอนนั้น Meb เพิ่งก่อตั้งได้ประมาณ 2 ปีเท่านั้น และวงการ E-Book ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนปัจจุบัน มิ่งมั่นใจว่ายุคนั้น มิ่งเป็นนักเขียนกลุ่มแรกๆ เลยที่เข้าไปทำ E-Book ขาย ตอนนั้นยังทำ E-Book ไม่เป็น ทำแบบงูๆ ปลาๆ มาก แต่ด้วยความที่เราจับกระแสได้ว่าวงการสื่อสิ่งพิมพ์ใกล้หมดความนิยมลงทุกวัน ดูได้จากสำนักพิมพ์ต่างๆ ทยอยปิดตัวลง นักอ่านไม่อ่านงานจากเล่มที่เป็นกระดาษแล้ว หันมาเสพงานเขียนจากสื่อทางแพทฟอร์มดิจิตัลแทน เพราะฉะนั้นเพื่อความอยู่รอด นักเขียนนิยายอย่างเราก็ต้องหมุนตามโลกให้ทัน หันมาทำนิยายในรูปแบบ E-Book แทน จำได้ว่า ปีแรกที่วางขาย E-Book มียอดขายทั้งปีไม่ถึง 5 โหลดด้วยซ้ำ 555 แต่ไม่เคยท้อค่ะ ด้วยความที่เรารักงานเขียนอยู่แล้ว แม้ไม่มีใครอ่านก็จะดึงดันเขียนต่อไป

หลังจากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาเขียนงานของเราไป ลงขาย E-Book ไปเรื่อยๆ จนวันนี้เข้าสู่ปีที่ 7 มีผลงานขายในระบบ 16 เรื่อง ลงขายทั้งหมด 6 แพทฟอร์ท (Meb, ธัญวลัย, Fictionlog, Ookbee , Hytext, ebook.in.th) ทุกวันนี้มิ่งมีรายได้จากการขาย E-Book อยู่ที่ประมาณหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อเดือน (อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ การทำยอดขาย E-Book หลักแสนต่อเดือนสามารถทำได้จริง เพื่อนนักเขียนที่รู้จักมีคนทำได้หลักล้านมาแล้วด้วยนะคะ) เท่าที่รู้มาจากการสอบถามเพื่อนนักเขียน ส่วนใหญ่ที่ขาย E-Book มาจากยุคแรกเริ่มด้วยกัน และสะสมจำนวนเรื่องที่วางขายในระบบตั้งแต่ 10 เรื่องขึ้นไป และเรื่องที่วางขายนั้นติดอันดับ Best Seller การที่จะทำให้มีรายได้หลักแสนต่อเดือนนั้นทำได้ง่ายมากค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น รายได้ในแต่ละเดือนจะขึ้นลงไม่เท่ากัน เนื่องการขาย E-Book เป็นรายได้ Passive Income แบบถดถอย ช่วงแรกที่วางขายก็จะทำรายได้เยอะ ช่วงหลังยอดรายได้อาจจะลดลงไป เพราะความนิยมมันน้อยลงและ E-Book เรื่องใหม่ๆ ก็จะวางขายไล่ขึ้นมาแทน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีวิธีการแก้เกม โดยอาจจะจัดทำโปรโมชั่นต่างๆ และการออกผลงานเรื่องใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่าทิ้งช่วงเวลาให้ความนิยมที่นักอ่านมีต่อเราขาดตอน

ข้อดีของการหารายได้จากการขาย E-Book ที่เห็นๆ เลยคือ สามารถเริ่มต้นทำได้เลยด้วยตัวเราคนเดียว ใช้เงินทุนน้อยหรือแทบไม่ใช้เงินเลย มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง กับ 1 มันสมอง และ 2 มือ ทำงานเหนื่อยครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปได้ยาวนาน และเนื่องจาก E-Book เป็นการขายข้อมูลความรู้ในรูปแบบดิจิตัล มันไม่มีขีดจำกัดของการเข้าถึง สามารถการกระจายไปถึงผู้อ่านได้ทั่วโลก และสามารถทำเงินได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาที่เรานอนหลับ ถ้าเราทำงานเขียนของเราออกมาได้ดีจริง เป็นที่นิยมจริง โอกาสที่เราจะทำรายได้มหาศาลย่อมมีแน่ แต่พึงระลึกไว้เสมอ…หนทางรวยเร็วมีค่ะ แต่รวยง่ายนั้นไม่มีแน่นอน ทุกอย่างต้องอาศัยทักษะ การฝึกฝน ความอดทน ความมีวินัย และความรักในงานที่ทำ (อันนี้สำคัญมาก) เพราะหากคุณไม่รักในงานที่ทำจริงๆ คุณก็จะทำมันได้เพียงไม่นาน ก็จะเกิดอาการเบื่อ อาการท้อขึ้นมาเสียก่อนที่จะได้ลิ้มรสชาติความสำเร็จว่ามันหอมหวานมากแค่ไหน

ผลตอบแทนเลี้ยงตัวได้หรือไม่

สำหรับนักเขียนที่ต้องการเผยแพร่และจำหน่ายผลงานของตัวเองในรูปแบบ E-Book สามารถทำผลตอบแทนเลี้ยงตัวเองได้แน่นอน ปัจจุบันมีหลายแพทฟอร์มที่เปิดให้บริการ (Meb, ธัญวลัย, Fictionlog, Ookbee , Hytext, ebook.in.th) ส่วนใหญ่จะหักค่าตัวกลางประมาณ 35-40% ทั้งนี้ก็แล้วแต่แพทฟอร์ม และนักเขียนสามารถหารายได้ต่อยอดจากการขายแบบเป็นเล่มโดยผ่านระบบ Self-publishing นักเขียนตีพิมพ์แบบทำมือเอง ซึ่งในปัจจุบันนี้มีโรงพิมพ์หลายที่รับพิมพ์ไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำและราคาก็ไม่สูงมาก นอกจากนั้นหากเป็นงานเขียนประเภทนิยาย ยังสามารถหารายได้จากการขายออนไลน์เป็นรายตอนได้อีก

การตลาดทำยังไง

แน่นอนว่าเมื่อเขียน E-book ออกมาได้แล้ว ก็ต้องขายให้ดีด้วย อย่างแรกเลยคือควรสร้าง Fan Page สะสมฐานแฟน (อันนี้จำเป็นมาก) และเพื่อให้เข้าถึงคนอ่านได้โดยตรง พยายามอัพเดทผลงาน หรือเรื่องราวเกี่ยวกับผลงานอยู่เสมอ อาจเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของอีบุ๊คที่เราเขียน เพราะจะทำให้คนอ่านเกิดความอยากรู้และเกิดแรงจูงใจใจการซื้ออีบุ๊คของเรา สองคือพยายามเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่ม Facebook ที่เกี่ยวข้องกับผลงานอีบุ๊คของเรา อาทิ คนรักการอ่าน, คนรักหนังสือ, คนอ่าน E-Book ฯลฯ แล้วพยายามแชร์ผลงานของเราให้เพื่อนๆ ในกลุ่มนั้นๆ ได้รับรู้ เพื่อเป็นการโปรโมท เพราะการที่มีคนเห็นมากก็ทำให้มีโอกาสในการขายมากขึ้น และอย่างสุดท้าย ควรจัดทำโปรโมชั่นลดราคาอีบุ๊คตามวาระโอกาสอันสมควร

รักษาวินัยทำยังไง

วินัยเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แทบจะเรียกว่าเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแต่ละคนเลยก็ว่าได้ สิ่งที่นักเขียนควรทำในแต่ละวัน ใหญ่ๆ ก็มีเพียง 2 อย่างค่ะ นั่นคือ “อ่านและเขียน” พยายามอ่านและเขียนให้ได้ทุกวัน จัดตารางเวลาอ่านและเขียนในแต่ละวัน ทำได้วันละน้อยนิดก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้ทำทุกวัน เพื่อเป็นการสร้างนิสัยความมีวินัยให้ตัวเอง ป้องกันความขี้เกียจและอาการหมดไฟ เมื่อทำจนเป็นกิจวัตร นานไปก็จะเริ่มชินไปเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เคร่งครัดได้แต่อย่าเคร่งเครียดจนเกินไป เพราะงานเขียนเป็นงานศิลป์ต้องใช้อารมณ์ช่วยในการสร้างสรรค์ผลงาน ถ้าเครียดมากเกินไปก็อาจทำให้คิดงานไม่ออกสมองตีบตันได้

คำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น

  1. ถามตัวเองให้แน่ใจว่า รักในการเขียนจริงๆ ใช่หรือไม่ เพราะหากทำสิ่งใดโดยที่ใจไม่ได้รักไม่ได้ชอบ ก็จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้นได้ไม่นาน เมื่อหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้นได้ไม่นาน ก็จะสำเร็จในเส้นทางนั้นได้ยาก
  2. เมื่อตอบตัวเองได้แล้วว่ารักในการเขียนจริงๆ ก็เลือกว่าตัวเองต้องการเขียนงานประเภทใด คร่าวๆ เลยก็จะมีอยู่ 2 ประเภทคือ 1.งานเขียนแบบมอบทักษะ เช่น หนังสือวิชาการ หนังสือข้อมูลความรู้ต่างๆ คู่มือทำอาหาร คู่มือสอนขับรถ คู่มือสอนเล่นหุ้น ข้อดีของงานเขียนประเภทนี้คือ มีกลุ่มคนอ่านจำนวนมากและทักษะเหล่านี้สามารถตอบสนองความต้องการของคนอ่านได้ 2.งานเขียนแบบมอบความบันเทิง เช่น หนังสือนวนิยาย หนังสือการ์ตูน หนังสือนิทาน ข้อดีของงานเขียนประเภทนี้คือ เป็นงานเขียนที่มอบความสุขให้กับคนอ่าน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ ทุกคนย่อมแสวงหาความสุขใส่ตน เพราะฉะนั้นงานเขียนประเภทนี้จะสามารถขายได้ในทุกยุคทุกสมัย และความสุขมันไม่มีราคาตายตัว ถ้าเขียนได้ถูกใจคน คนก็ยินดีที่จะจ่าย
  3. เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองต้องการเขียนงานประเภทใด คราวนี้ก็มาจับเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดในช่วงนั้นๆ เช่น ถ้าจะเขียนงานแบบมอบทักษะ ก็ต้องรู้ว่าในช่วงนี้คนอ่านนิยมเรื่องอะไร เช่น Content marketing หรือถ้าจะงานเขียนแบบมอบความบันเทิง ก็ต้องรู้ว่าในช่วงนี้คนอ่านนิยมอ่านนิยายแนวอะไร เช่น จีนกำลังภายใน เป็นต้น เพื่อที่เราจะเขียนได้และขายดีควบคู่กันไปด้วยค่ะ
  4. วางแผนการเขียนคร่าวๆ ต้นเรื่อง กลางเรื่อง ปิดจบเรื่อง เพื่อเป็นแนวทางในการเขียน เวลาเขียนจริงจะได้ไม่หลงทิศหลงทาง
  5. ลงมือเขียน เขียน เขียน และก็เขียน อย่างขยัน อดทน และมีวินัย ในขั้นตอนนี้มือใหม่อาจจะทำยาก แต่ก็พยายามแข็งใจเขียนไปให้จบเรื่อง ถ้าเขียนจนจบเรื่องแรกได้แล้ว เรื่องต่อไปก็ไม่ยากแล้วค่ะ

สุดท้ายนี้ ขอฝากเพิ่มเติมค่ะ เมื่อขาย E-Book เรื่องแรกๆ แล้วไม่เป็นที่นิยม ก็ขอให้พยายามเขียนเรื่องต่อไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งท้อถอย คนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ เมื่อเจออุปสรรคก็จะท้อแล้วหยุดทำ อย่าลืมว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ปลูกต้นมะม่วงวันนี้ อีกห้าปีสิบปีถึงจะได้กินผล หากรักในงานเขียนแล้ว จงทำมันต่อไปเรื่อยๆ สร้างสรรค์ผลงานด้วยความสุข เชื่อว่าความสำเร็จไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

Comments

comments

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *