Article

ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เราถวายชีวิตให้กับ Smartphone

By  | 
 

เขาใส่เสื้อคอเต่าสีดำ แขนเสื้อยาวๆถูกพับขึ้นมาถึงข้อศอก แว่นตาทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ไม่สามารถปกปิดสีหน้าอันจริงจังของเขาได้ รองเท้ากีฬาสีขาวดูเข้ากับกางเกงยีนต์อย่างประหลาด สปอตไลต์ฉายแสงไปยังเขาเพียงคนเดียวบนเวทีอันเงียบงัน ทั้งๆที่มีผู้คนอยู่เต็มฮอลล์ แต่ดูเหมือนจะไม่มีกระทั่งแม้เสียงลมหายใจ

“วันนี้ โลกจะได้รู้จักกับ 3 นวัตกรรมใหม่ อันดับแรก มันคือ iPod ที่มีหน้าจอกว้างและระบบสัมผัส”

มีเสียงกรี๊ด เป่าปาก เสียงตบมือดังขึ้นมา แต่ยังดังไม่สุด

“อันดับที่สอง มันคือการปฏิวัติโทรศัพท์มือถือ”

คราวนี้เสียงกรี๊ดและเสียงตบมือชอบใจดังขึ้นกว่าเดิม

“และอย่างที่สาม มันคือการก้าวกระโดดของการสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต”

“วู้…!!!”

“นั่นเเหละครับ 3 สิ่ง iPod หน้าจอกว้างพร้อมระบบสัมผัส ปฏิวัติโทรศัพท์มือถือ มันคือการก้าวกระโดดของการสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต” เขาพูดซ้ำอีกครั้ง

“iPod โทรศัพท์มือถือ และการกระโดดของอินเตอร์เน็ต”

“iPod โทรศัพท์มือถือ”

เหมือนผู้คนในฮอลล์จะเริ่มเข้าใจว่าชายบนเวทีกำลังสื่อสารเรื่องอะไร พวกเขาเริ่มเก็บความกระหายเอาไว้ไม่อยู่ ต่างส่งเสียงกรี๊ดร้องด้วยความตื่นเต้น และทันใดนั้น ชายบนเวทีก็พูดประโยคเด็ดที่ทำให้โลกทั้งโลกต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล

“คุณเริ่มเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ นี่ไม่ใช่อุปกรณ์ 3 ชิ้นหรอกนะ นี่คืออุปกรณ์เพียงชิ้นเดียว และเราเรียกมันว่า iPhone…!!!”

นี่คือช่วงวินาทีที่ยิ่งใหญ่ของวงการเทคโลโลยี เพราะเพียงไม่กี่ปี โลกก็เข้าสู่สังคมก้มหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ  ไม่เคยมีใครคาดคิดว่ามนุษย์เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์มือถือได้มากขนาดนั้น แม้แต่ Steve Jobs ชายบนเวทีที่เป็นผู้เปิดตัว iPhone คนแรกของโลกก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน

มีบทสัมภาษณ์วิศวะกรที่ทำงานร่วมกับ Steve Jobs กล่าวว่า ในตอนแรก Steve Jobs กังวล เกรงกลัวว่า iPod อันเป็นสินค้าขายดีของ Apple กำลังถูกท้าทายด้วยโทรศัพท์ แทนที่จะศึกษาว่าคู่แข่งทำอะไร ทำไมพวกเขาไม่เริ่มต้นสร้างโทรศัพท์มือถือที่สามารถฟังเพลงได้ล่ะ ดังนั้น iPhone ตัวแรกสุดจึงไม่มี AppStore ไม่มี Social Media ไม่มี Facebook ไม่มี Appication ต่างๆที่มนุษย์เต็มใจใช้อย่างไร้สาระเพื่อเอามาทำลายสิ่งมีสาระอันสูงสุดอย่าง “เวลาในชีวิต”

และถึงแม้ Steve Jobs จะเป็นผู้ใหญ่ที่คลั่งเทคโนโลยีเอามากๆ แต่กฏเเห่งของบ้านที่เขากำหนดขึ้นมาแล้วทำให้คนทั้งโลกแปลกใจ คือ เขาไม่ให้ลูกของตัวเองเล่น iPad…!!! น่าตลกชะมัด ในขณะที่คนทั้งโลกเต็มใจถล่มทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผ่าน SmartPhone แต่ผู้ตั้งต้นไอเดียโทรศัพท์มือถือที่ทำทุกอย่างได้อย่าง Jobs กลับทำในสิ่งที่ตรงข้าม คือ พยายามไม่ให้เทคโนโลยีทำลายครอบครัวของเขาเสียแทน

……

ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง คุณกับผมจะรู้สึกว่าการ “ไม่ทำอะไรเลย” เป็นการฆ่าเวลาที่น่าเบื่อมากๆ การหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเลื่อนหน้าจอเล่นๆเพื่อดูว่าโลกใบนี้มีการเคลื่อนไหวอย่างไร ชีวิตของผู้คนที่เป็นเพื่อนเราในโลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนกันบ้าง ใครมีอะไรอัพเดตกลายมาเป็นกิจกรรมที่เรารู้สึกว่าควรทำเป็นอย่างยิ่ง

แต่คุณสังเกตุหรือเปล่า ว่าตั้งแต่ที่คุณทุ่มเวลาลงไปในโลก Social ชีวิตของคุณมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นหรือด้อยลง คุณมีความสุขมากขึ้นหรือว่ามีความทุกข์มากขึ้น คุณยังรู้สึกโอเคกับสุขภาพจิตของตัวเองหรือเปล่า คุณเหลือเวลาเอาไปทำสิ่งที่คุณรักจริงๆหรือไม่…???

Mark Zuckerberg ประกาศว่า Facebook จะเชื่อมผู้คนให้เข้าหากันมากยิ่งขึ้น แต่เมื่อผมได้อ่านหนังสือที่ชื่อ Digital Minimalism เขียนโดย Cal Newport สำนักพิมพ์ Broccoli Book แปลไทยโดย บุณยนุช ชมแป้น ที่ว่าด้วยมนุษย์เสพติดโลก Social เหมือนกับติดบุหรี่ การพนัน และเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสื่อ Social ว่าที่แท้พวกเขาไม่ได้ต้องการเปลี่ยนโลกใบนี้ให้ดีขึ้น แต่ต้องการให้บริษัทกำไรมากขึ้นจากการให้ผู้คนเสพติดมากขึ้นแทน

เพราะยิ่งมีคนเสพติดมากเท่าไหร่ บริษัทของพวกเขาก็ยิ่งมีผลประกอบการณ์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

เจ้าของ Social ทุกคนใช้เวลาของคุณเป็นแหล่งในการสร้างรายได้

ยิ่งคุณใช้เวลามากเท่าไหร่

พวกเขายิ่งทำกำไรได้มากเท่านั้น

คุณไม่ได้ตกเป็นเหยื่อหรอก เพราะนี่คือสิ่งที่คุณกับเจ้าของสื่อมีประโยชน์ร่วมกัน

คุณยกเวลาให้กับพวกเขาเพื่อเชื่อมต่อกับข้อมูลข่าวสาร พวกเขาทำเงินจากการขายเวลาของคุณ

Win Win เกม…!!!

แต่สิ่งใดเล่าที่ Mark ไม่ได้บอกกับผู้คน…??? มีงานวิจัยจาก Happiness Research Institute กล่าวว่า มนุษย์จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น เมื่อเราใช้เวลาเล่น Social Media น้อยลง โดยแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม โดยให้กลุ่มแรกใช้ Social Media ตามปรกติ 1 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มที่ 2 นั้น เลิกใช้ Social Media ไปเลย 1 สัปดาห์

ตอนแรก ทุกคนคิดว่ากลุ่มที่ถูกบังคับให้เลิกเล่น Social Media จะต้องกระวนกระวายจากการไม่ได้เชื่อมต่อกับผู้คน แต่ผลลัพธ์นั้นเป็นไปอย่างเหนือความคาดหมาย กลุ่มผู้ทดลองที่ 2 มีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้นเกือบ 100%

“เพราะ Facebook ทำให้เรามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมี แต่มองไม่เห็นในสิ่งที่เรามี…!!!”

ผมเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่สมัครใจเข้าร่วมทดลองการจำกัดเวลาในการเล่น Social Media ให้เหลือวันละ 1 ชั่วโมง ผลปรากฏว่า ผมมีความสุขในชีวิตมากยิ่งขึ้น กระวนกระวายใจน้อยลง แคร์สายตาความรู้สึกคนอื่นน้อยลง รู้สึกสงบและมีความสุขจากการไม่ต้องวิ่งวนในอ่างแต่ยอด Like และยอด Shared ผมรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น ถึงแม้จะอายุ 34 แล้ว แต่ความรู้สึกข้างในของผมถูกย้อนกลับไปเป็นความรู้สึกสดชื่นเหมือนเด็กอีกครั้ง

ทั้งหมดไม่ได้ปาฏิหาริย์อะไรเลย แค่ผมทำในสิ่งเรียบง่าย ทำในสิ่งที่ชาว Ditigal Minimalism ทำกัน

แค่ไม่ขายเวลาในชีวิตให้ Social Media เท่านั้น…!!!

เลิกเล่นมือถือแล้วชีวิตจะดีขึ้น 1,000% เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผม ผมอยากให้ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับชีวิตคุณบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่า โลกที่ไม่ต้อง Connect กับผู้คนตลอดเวลานั้น มันคือการ Connect กับตัวเองที่เทคโนโลยีใดๆก็สร้างให้ไม่ได้ และไม่มีวันทำได้เด็ดขาดอย่างแท้จริง

แล้วคุณจะรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้นครับ เชื่อเถอะ

Comments

comments

Startyourway

Startyourway เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้เรื่องนายตัวเอง เราไม่มีนโยบายขายคอร์สสัมมนา เรามีรายได้จาก Youtube แบรนด์มาสปอนเซอร์ และสินค้าสำหรับขายแฟนคลับเท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *